เมืองไทยไม่น่าเลย!

วันอังคาร, ตุลาคม 07, 2551

สลายการปิดล้อมหน้าสภา คำถามอันมากมาย

สวัสดีครับ ท่านผู้เยี่ยมเยียนที่รัก

ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ ยังเป็นช่วงเวลาอันสับสนอยู่สำหรับผม สำหรับใครอีกหลายๆคน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
การสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาช่างรุนแรงอะไรปานนั้น ตามข่าว

ผู้คนส่วนมากที่ผมรู้จักจะกล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ ผมเองก็เห็นด้วย
มันเป็นภาพที่ดูแล้ว ทั้งน่าสลดใจ น่าหวาดเสียว น่าตื่นตระหนก

แต่ทว่า พอเวลาผ่านไปสักหลายชั่วโมง ผมก็สามารถเรียกสติกลับมาได้
ไม่ใช่ว่าภาพหลักฐานยังไม่พออีกหรือ สำหรับผู้ที่เชียร์พันธมิตร ผมไม่เถียงเลยครับว่าความรุนแรงอันเกิดขึ้นนี้เป็นเรื่อง น่าอันควรเกิดหรือไม่ เพราะก็เหมือนใครอีกหลายคนที่ไม่หวังให้เกิดเรื่องแบบนี้

แต่เราอยู่ท่ามกลางกระแสข่าวครับ จะดำขาวดีชั่ว รบกวนให้ถอยหลังมาตรองด้วยสติ
ดูข่าวให้ดีให้ชัดและให้จบ อย่าเพ่อปิดหนังสือเมื่ออ่านหน้าแรก ยังมีความคิดเห็นมุมมองอีกมากมายครับให้ทุกท่านคิดให้ดีๆ
ผมไม่ตอบคำถามนี้ครับ เพราะผมเองก็ยังไม่ได้คำตอบ ลองตรองดูนะครับ

รัฐบาลตั้งใจทำเกินกว่าเหตุ เป็นท่าน ท่านจะทำหรือไม่ในสถานการณ์อย่างนี้?
กระสุนแกซน้ำตา เพียงพอหรือไม่ ที่จะสลายการชุมนุม ถ้าพอทำไมต้องมีกระสุนรูปแบบอื่นๆ?
กระสุนแกซน้ำตา รุนแรงขนาดไหน ในระยะไกลทำความบาดเจ็บได้แค่ไหน?
ระเบิดเพลิง ชื่อนี้ฟังดูน่ากลัว แต่มันมีความร้ายแรงเพียงใด?
ระเบิดควัน ทำอันตรายผู้คนในระยะเท่าไร และรุนแรงแค่ไหน?
ระเบิดที่ทำให้ขาขาด มาจากไหน ซากระเบิดระบุได้หรือไม่ว่าน่าจะเป็นของใคร?
ถ้าระเบิดเป็นของตำรวจ จำเป็นต้องใช้หรือไม่ แล้วใช้ทำไม เพื่ออะไร ใช้แล้วใครได้ประโยชน์?
ถ้าเป็นระเบิดของมือที่3 ทำเพื่ออะไร ประโยชน์คืออะไร?
กระสุนแกซน้ำตาได้ยินว่ายิงเป็นวิถีโค้งไม่อันตราย ทำไมตำรวจบางท่านจึงหันกระบอกเข้าตรงๆ เกิดอะไรขึ้น?
ใครบ้างที่บาดเจ็บ ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างไร?
คุณเทียนชัย ไม่ทราบนามสกุล ที่เป็นเพื่อนคุณบัญชา บุญแก้ว เป็นใครมาจากไหนที่ให้ข่าวเดอะเนชั่นว่าเห็นตำรวจขว้างระเบิดลูกเกลี้ยงเข้ามา เขาเห็นอะไรรายละเอียดเป็นอย่างไร?
คุณบัญชา บุญแก้ว ถูกอะไรที่ขาทำไมกระดูกแตกละเอียด ทำไมผิดธรรมชาติของระเบิดลูกเกลี้ยง?
ผู้ที่เสียชีวิต เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด?
ทำไมคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกลางอย่างคุณหญิงพรทิพย์ ถูกขัดขวางไม่ให้เข้าตรวจ ใครขัดขวาง ขัดขวางทำไม ขัดขวางแล้วได้อะไร หรือไม่เสียอะไร?
รถระเบิด ระเบิดทำไม ระเบิดแล้วได้อะไร ใครควรเป็นคนทำ ระเบิดมาจากไหน?
ก่อนการสลายมีการพูดคุยหรือไม่ ถ้าใช่ผลลัพธ์คืออะไร ถ้าไม่ใช่ทำไมไม่พูดคุย ต้องการอะไร?
ถ้าพูดคุยพันธมิตรยินดีให้ผ่านหรือไม่?
ถ้าไม่ยอมทำอย่างไร ย้ายที่ประชุม พันธมิตรจะเห็นเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลไม่ใช้กำลังหรือไม่ หรือจะบอกว่ารัฐบาลไม่เอาไหน?
ถ้าไม่ใช้กำลัง ซึ่งโดยสากลแล้วการใช้กำลังโดยการใช้แกซน้ำตาคือมาตราการเบาที่สุด แล้วจะทำอย่างไร?
ผู้ที่วิจารณ์ว่า ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ ให้คำตอบอะไรที่ดีกว่าบ้างนอกจากตำหนิ?
พันธมิตรโดยเฉพาะผู้นำต้องการเห็นอะไร ถึงได้ส่งคนไปหน้ารัฐสภาทั้งที่เรื่องการประชุมไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลอย่างเดียวเป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฏร?
ทำไมฝ่ายรัฐบาลไม่ถามฝ่ายค้านว่าควรจะย้ายการประชุมหรือไม่?
ถ้าฝ่ายรัฐบาลตัดสินใจ ฝ่ายค้านจะให้ความเห็นว่าอย่างไร?
สิ่งที่ตำรวจทำ ถ้าถูกกำหนดให้เป็นความรุนแรง ฝ่ายค้านย่อมไม่ร่วมประชุมตามปกติ แล้วทำไมถ้ารัฐบาลเป็นผู้สั่งให้ทำรุนแรงเกินกว่าเหตุถึงคิดว่าการประชุมอันนั้นจะครบองค์และสมศักดิ์ศรี?
ทำไมฝ่ายรัฐบาลถึงต้องคิดว่าย้ายที่ประชุมไม่ได้?
รัฐสภาต้องประชุมตามวาระ มันถูกหรือไม่ที่ปิดล้อมไม่ให้เข้าประชุม?
เคยเห็นการประท้วงต่างประเทศหรือไม่ แม้มีการชุมนุมแต่ไม่กีดขวางทางเข้าออก ของเขาไม่เข้าท่า หรือว่าเราทำเกินไป?
ก่อนสลายการชุมนุม ตำรวจไม่ทำการประเมินความเสี่ยงหรือครับ นับตั้งแต่ภาพข่าวจนถึงการกำหนดภาระหน้าที่ มันอ่อนไปหรือเปล่า?

อ่านไปอ่านมาบางท่านอาจจะบอกว่าผมเข้าข้างรัฐบาลอีกแล้ว แต่ไม่หรอกครับผมอยู่ข้างบ้านเมืองมากกว่า
คำถามบางคำอาจไม่ถูกใจกัน มันก็เป็นได้ ในโลกปถุชนนี้ แต่ด้วยสุจริตครับ ผมอยากให้บ้านเมืองนี้ดีกว่าอยากให้ใครอยู่ใครไป มันไม่ได้อะไร เจ็บกันทุกฝ่าย
ขออภัยที่คำถาม ระบุชื่อผู้รับบาดเจ็บเป็นตัวอย่าง เพียงเพื่อบอกว่าเราไม่ควรจบคำถามกันแค่ที่ผลของมันแต่เราน่าจะตั้งคำถามเพื่อถามหาสาเหตุของมัน
ผมอยากให้ช่วยกันตั้งคำถามครับ ก่อนเชื่อ
เราตัวเล็กๆ คงเป็นได้แค่หมาก ไม่ว่าจะฝ่ายไหน แต่ถ้าจะเป็นหมากแล้วเราก็น่าจะทบทวนให้แน่ใจว่าเราเข้าใจดีแล้ว ก่อนจะไปเป็นหมากให้ใคร

วันอังคาร, กันยายน 16, 2551

ประชาภิวัฒน์ มันใช่ประชาธิปไตยที่ไหนเล่า

แปลกนะครับ มันแปลกดีนะครับ ผ่านไป2ปี บ้านเมืองไปไม่ถึงไหน
มันอะไรกันครับ
เรายังมีนักการเมืองที่มองปัญหาผ่านๆ แก้ปัญหาแบบลวกๆ
เรายังมีสื่อที่ขาดความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง
เรายังมีนักเคลื่อนไหวที่ไม่มองอะไรไปกว่าเป้าหมายของตัวเอง
เรายังมีนักวิชาการที่ขาดวิสัยทัศน์รอบด้าน
เรายังมีประชาชนที่เชื่อว่า ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยอะไรจะดีขึ้น
แปลกนะครับ มันแปลก

ผมไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ขอเริ่มเรื่องที่สำคัญที่สุด
ผมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยครับ
จริงอยู่ว่าการปกครองนั้นมีหลายรูปแบบ แลในทางทฤษฎีนั้นการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็เป็นแค่รูปแบบหนึ่งและควรคงอยู่ในกาละ เวลาหนึ่งเท่านั้น
แต่ยังไม่ไช่เวลานี้ครับ ที่มันควรจากไป
จริงอยู่ว่า ประชาธิปไตย ที่เรามีอยูเปรียบเหมือนเด็กเล่นปืน ในบางครั้งมันก็อาจลั่นใส่ตัวได้ ไอ้ที่เราเรียกว่าเสรีภาพ บางครั้งมันก็มากเกินขอบเขตอันควรจะเป็น
แต่มันก็คือการเรียนรู้ครับ ถ้าเราจะเทียบ เด็กคนนี้เป็นเด็กที่ตายยากครับ บางครั้งปืนมันอาจจะลั่น แต่มันก็คือรสชาติของประชาธิปไตย
ผมยังคำนึงอยู่เสมอว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตร เป็นรสชาติของประชาธิปไตยจวบจนวันที่ พันธมิตร เริ่มเสนอไอเดีย 70-30
จนมาถึงวันนี้ พันธมิตร เสนอ รัฐบาลประชาภิวัฒน์ มันก็ชักจะไม่ไหวแล้วครับ
สิ่งที่ท่านว่ามามันหาใช่ประชาธิปไตยแม้ครึ่งใบไม่ มันเป็นการคัดสรรบุคคล อันไม่ต่างอะไรกับคอมมิวนิสต์
แม้กระนั้นคุณสุริยะใส ก็ยังยืนยันว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรง เพราะที่ผ่านมาเป็นประชาธิปไตยทางอ้อม!
การที่เราเลือกบุคคลจากกลุ่มอาชีพต่างๆ เราจะยืนยันได้อย่างไรครับ ว่าจะได้ครอบคลุมทุกๆอาชีพได้อย่างครบถ้วน สมมติว่า ผมมีอาชีพเก็บขยะ ผมจะมีตัวแทนของผมหรือไม่ครับ
หรือถ้าผมมีอาชีพรับจ้างทำวิทยานิพนธ์ ผมจะมีกลุ่มตัวแทนอาชีพมั้ยครับ
ท่านอาจจะมีตัวแทนอาชีพนักหนังสือพิมพ์ และนักวิชาการ จะมีกี่คนครับ แล้วมันจะมากกว่ากลุ่มอาชีพชาวนาของผมมั้ย
อาชีพชาวนาของผมมีคนจำนวนมากที่สุดแล้วผมจะได้ตัวแทนนั่งในสภาสูงที่สุดมั้ยครับ
แล้วถ้าผมเป็นชาวนาเป็นตัวแทนในสภา แล้วอยู่ดีๆมีคนบอกว่าผมค้าขายด้วยเพราะเปิดร้านสะดวกซื้อ ผมจะต้องเปลี่ยนไปเป็นกลุ่มอาชีพร้านสะดวกซื้อมั้ยครับ
คิดอะไรกันครับ คิดอะไรกัน
ผมไม่เข้าใจว่า คุณอานันท์ ปันยารชุน ที่รักคิดอะไรครับ ทำไมรับรองการเมืองใหม่ออกหนังสือพิมพ์
ผมไม่เข้าใจว่า หนังสือพิมพ์ที่รักของผม(เสมอ) ทำอะไรอยู่ครับทำไมไม่ชี้ผิดถูก มันน่ากลัวมากหรือครับ ที่จะบอกว่า...
นี่คือข่าวครับ พันธมิตร เสนอรัฐบาลประชาภิวัฒน์ อันไม่ใช่การปกครองแบบประชาธิปไตยในความหมายสากล แต่ พันธมิตร เชื่อมั่นว่านี่เป็นทางออกของประเทศไทย ที่การปกครองแบบประชาธิปไตยไม่สมควรถูกนำมาใช้เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่สามารถตัดสินใจเลือกคนที่ถูกต้องและดีพอสำหรับจะเป็นกลุ่มผู้บริหารประเทศได้
มันยากตรงไหนครับที่จะชี้อย่างนี้
ท่านเป็นอะไรกันครับ หรือว่าอะไรมันขึ้นไปในสมอง

วันเสาร์, กันยายน 23, 2549

โชว์ห่วยVSยักษ์ค้าปลีก ใครก็รู้ ใครจะอยู่ ใครจะไป

Big C, Carrefour, Tesco Lotus 3ยักษ์ใหญ่วันนี้ที่ใครหน้าไหนก็ไม่กล้าบอกว่าไม่รู้จัก ผุดดิสเคาท์สโตร์ขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่อยากจะใช้คำนี้เลยเพราะเหล่านักบ่นคนวิจารณ์ทั้งหลายก็ใช้กันให้เกร่อ แต่ว่าไม่ใช้คำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำไหนจริงๆครับ จะใช้ ผุดขึ้นเป็นขี้กลากก็กระไรอยู่ ปกตินักบ่นจะเหมารวมเอาว่าเป็นยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติทั้งที่จริงมันก็มีข้ามมั่งไม่ข้ามมั่งก็เห็นๆกันอยู่ อย่าง 2 ใน 3ของยักษ์ใหญ่ก็มีคนไทยถือหุ้น เท่าไหร่นั้นไม่ทราบ

ผลกระทบอันมีต่อพื้นที่การใช้ชีวิตของคนทั่วไปนั้น เหลือประมาณครับ ถ้าจะขอไล่เรียงซ้ำเหมือนคนอื่นๆบ้างหวังว่าคงไม่ว่ากัน
สำหรับผู้ค้ารายย่อยนั้น เหมือนฝันร้ายในคืนอันยาวนาน กลุ่มผู้ซื้อหลักนั้นเปลี่ยนไปซื้อของในดิสเคาท์สโตร์กันไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เพราะของในร้านเล็กๆนั้นน้อยกว่า ถ้าจะเอาแค่ซื้อสบู่ซักก้อน ร้านเล็กๆอาจจะมีให้ได้แค่3-4ยี่ห้อ ก็ใครมันจะไปทุ่มซื้อ10-20ยี่ห้อมาตุนไว้ไหว แต่ดิสเคาท์สโตร์นั้นให้ได้ ถ้าหากว่าดิสเคาท์สโตร์ตั้งอยู่ห่างกัน4มุมเมืองก็ว่าไปอย่าง แต่ก็อย่างที่รู้กันว่ามันแทบจะทุกจุดในกรุงเทพที่มีร้านเหล่านี้แทรกตัวอยู่ เอาเป็นว่า ถ้าออกจากบ้านไปไม่กี่ป้ายรถเมล์คุณก็มีสิทธิใช้บริการดิสเคาท์สโตร์แล้ว ถ้าจะมีใครยืนซดกันได้แบบหมัดต่อหมัดทุกวันนี้แล้วก็คงได้แก่ร้านมินิมาร์ท ตระกูลเซเว่นอีเลเวน แฟมิลี่มาร์ท เป็นต้น แต่ก็อย่างว่า ยิ่ง2ฝ่ายนี้ยืนซดกันได้นานเท่าไหร่ หญ้าแพรกอย่างโชว์ห่วยก็แหลกราญเท่านั้น
สำหรับผู้ซื้อ มันดูเหมือนจะดีมากๆถ้ามองในมุมผู้ซื้อ ของที่ซื้อได้ก็มีราคาถูก ทางเลือกสินค้าก็มีหลากหลาย สะดวกสบายเพราะมีรถเข็นให้ด้วยในบรรยากาศติดแอร์ เผลอๆก็เป็นที่ผักผ่อนหย่อนใจ ดูหนังดินเนอร์ได้ทั้งหมด น่าจะดี
แต่สิ่งที่เสียไปแบบไม่ทันรู้ตัว ก็คือ เงินในกระเป๋า สังเกตดูสิครับว่า ถ้าซื้อของหน้าปากซอย คุณจะใช้เงินสักเท่าไหร่ แต่ถ้าซื้อของในดิสเคาท์สโตร์คุณใช้เงินเท่าไหร่ นี่ยังรวมไปถึงว่าพฤติกรรมติดตัวในการซื้อของไม่จำเป็นเพราะว่ามันถูกอีกต่างหาก คนจำนวนมากไปดิสเคาท์สโตร์ตั้งใจจะซื้อของเพียงอย่างเดียว แต่จบลงด้วยการขนของมาเต็มท้ายรถ เพราะคำว่า ไหนไหนก็มาแล้ว
อีกอย่างนั้นของที่ซื้อถูกจริงเพราะมีการแข่งขันกันในเรื่องของราคาระหว่างดิสเคาท์สโตร์ แล้วยังถูกแข่งขันแฝงอีกต่างหากระหว่างผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันที่ต้องการสอดแทรกเข้ามาในตลาดติดแอร์ ถ้ามองย้อนกลับไปในที่มาของราคานั้น เป็นเรื่องของ กำไร และ ต้นทุน การบีบราคาการบีบต้นทุนนั้นเป็นความเกี่ยวเนื่องโดยตรงส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่คือ วัตถุดิบ และ การผลิต ซึ่งทั้งสองส่วนนั้น เป็นที่มาของคุณภาพ คุณภาพจึงถูกกระทบทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
ราคาลด คุณภาพดี ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นไปได้ยากที่จะเป็นอย่างนี้ได้ทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้ว ของถูกมักจะมีคุณภาพที่ด้อยกว่า

ความเป็นจริง ก็ยังเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ว่าความได้เปรียบมันทิ้งกันแบบไม่เห็นฝุ่น
ถามว่าถ้าเราตั้งกำแพงการค้าขึ้นมาขวางทำยังไงละครับ เขาก็จะตัดโน่นตัดนี่ที่เขาเคยช่วยเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธินำเข้าต่างๆทั้งยุโรปและอเมริกาขึ้นมาขู่ ถ้างั้นเราก็แพ้อยู่ดีแหละครับ ไหนจะเรื่องเขตการค้าเสรีอีกที่โดนบีบอยู่ทุกวันทุกวันจนหน้าเหลือง

มันมีความเป็นไปได้เหมือนกันที่ถ้าเรามีช่วงเวลาพิเศษ อย่าง คณะปฏิรูป เป็นผุ้ถืออำนาจหลักในสังคม มันจะสามารถแก้ไขอะไรได้ง่ายขึ้นเพราะไม่ต้องคำนึงถึงญาติสนิทมิตรสหายและสายเส้น แต่ทว่า เรื่องมันไม่ได้ง่ายดายอย่างใจนึกหรอกครับ
ลองนึกดูว่าถ้าท่านนายกสุรยุทธเกิดบอกว่า งั้นก็งดหมดไม่ให้มีดิสเคาท์สโตร์เพิ่มแล้ว มันไม่ได้สร้างสมดุลขึ้นมาแบบทันทีทันใดแน่นอน นึกภาพว่าผู้เล่นในตลาดที่มีอยู่จะมีสถานะแบบไหน เทสโก้โลตัส ก็คงจะยิ้มเลย เพราะถึงจะเสียโอกาสการขายมากขึ้นในอนาคต แต่ด้วยความที่เป็นผู้เล่นใหญ่สุด อะไรจะมีเปรียบกว่านี้ละครับ เพราะคู่แข่งนั้นไม่สามารถเปิดสโตร์แข่งขันได้ ร้านมินิมาร์ทหรือร่างทรงแบบโลตัสเอ็กเพรสก็จะสยายไปทั่วทุกหัวระแหงแทน ทีนี้ก็อยู่ดีละครับว่าร้านรายย่อยก็มีอันต้องวินาศรอบสองด้วยเกมบี้กันของ โลตัสเอ็กเพรส บิ๊กซีมินิ แล้วยังเซเว่น อีเลฟเว่น อีกต่างหาก
ทำนองว่าช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกราญ

มันแปลกมั้ยครับ ว่าเราไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์แบบอิสระได้เลยจริงหรือ?

มันต้องได้ครับ เพียงแต่เราต้องรู้ว่าเรากำลังแลกอะไร กับอะไร
สมมติว่าถ้าโดนมาตราการตอบโต้จากต่างชาติ เราเสียอะไรบ้างครับ คิดเป็นมูลค่าเงินออกมาแล้วคำนวนกลับ ด้วยสมการ
ผลเสียจากการค้าระหว่างประเทศxเวลา = มูลค่าการค้าของขุมชนxจำนวนชุมชนxเวลา
ทั้งนี้อย่าลืมครับว่าเวลาของสองด้านนั้นไม่เท่ากัน เวลาแห่งความสูญเสียการค้าระหว่างประเทศอาจดำรงอยู่3-5ปีหลังจากนั้นก็คงปรับตัวกันได้ แต่เวลาของชุมชนอาจยาวนานจนคาดไม่ถึงทีเดียว
หากท่านมีปัญญาวางแผนหาทางออกของการปรับตัว เวลาแห่งความเสียหายจะสั้นลงไปอีก
แต่อย่าบอกนะครับว่าไม่มี
เราจ้างท่านด้วยเงินภาษีให้มาคิดมาทำ