เมืองไทยไม่น่าเลย!

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 25, 2549

ยุบสภา เพราะว่า วีรชน?


บอกตัวเองแล้วว่าจะไม่ จะไม่จริงๆแล้วเชียว ก็อดไม่ได้อยู่ดี สำหรับเหตุบ้านการเมืองสุดฮ็อตในวันที่24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
เอาจนได้ครับ เคลื่อนไหวกันจนมีผลเข้าจนได้ ในที่สุดนายกรัฐมนตรีของไทยที่มาจากการเลือกตั้ง ถูกคนจำนวนเรือนหมื่นกดดันขับไล่กระทั่งต้องประกาศยุบสภา
เรื่องนี้มีประเด็น 2 อย่างที่น่าพูดถึง
นายกทักษิณเป็นนายกที่มาจากการเลือกตั้ง อันน่าจะถือได้ว่า เป็นการเลือกตั้งที่มีวิวัฒน์อันสูงสุดเท่าที่เคยเป็นมา แต่ก็เป็นนายกที่ต้องยุบสภาจากการที่มีมวลชนจำนวนหนึ่งขับไล่ให้พ้นตำแหน่งในขณะเดียวกัน
ย้อนไปในอตีตครับ เหล่าชนที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นวีรชน 14 ตุลา 16 ตุลา และกระทั่งพฤษภาทมิฬ คือผู้ที่ต่อต้านผู้นำที่เราเรียกกันว่าทรราช ผู้นำเหล่านั้นมาจากการแต่งตั้งโดยทั้งสิ้น และแต่งตั้งกันโดยอำนาจทางการทหารล้วนๆ ที่พูดถึงนี่ก็คือ มีคนบางกลุ่ม พยายามจะใช้คำเดียวกันนั้น กับ กลุ่มคนที่เดินขบวนขับไล่นายกทักษิณในคราวนี้ ว่า วีรชน
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ มติชน นั้นเคยขึ้นหัวจั่ง เป็นเควสขั่นมาร์ค (?) ตามหลัง คำว่า "วีรชน"
มันนาคิดมั้ยครับ น่าคิดมั้ยครับว่าเราจะเรียกได้เต็มปากจริงๆหรือ ว่า เขาเหล่านั้นเป็น วีรชน
นัยยะแห่งวีรชน ในเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์นั้น มันมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ต้องรีบร้อนยกย่องกันเองให้วุ่นวายดอกครับ คุณค่าของวีรชนจะปรากฎแม้จะเรียกขานกันด้วยชื่อเรียงเสียงไร แต่ความหมายแห่งคุณค่านั้นอยู่ในเรื่องราวทางใจครับ ไม่ใช่ความหมายในพจนานุกรมอันเป็นสัญญะทางวาจา
มีอยู่ครั้งหนึ่งเราเคยเรียกร้องกันค่อนข้างถึ่ให้บรรจุเรื่องราวประวัติศาตร์ ของวีรชน 14,16ตุลา และกระทั่งพฤษภาทมิฬ ให้ใส่ไว้ในแบบเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทย (แต่ก็มีการคัดค้าน เดากันว่ากระทบกระเทือนตระกูลเก่าแก่ต่างๆ จะทำให้สกุลเหล่านั้นไม่อาจเชิดหน้าชูคอต่อไปได้ในวงสังคม) สุดท้ายก็ไม่อาจทำไห้สัมฤทธิ์จริง แต่เชื่อเหลือเกินว่าในใจผมและคนไทยอีกหลายคน เต็มใจอย่างยิ่งที่จะให้มีไว้เป็นอนุสรณ์อันทรงคุณค่าให้ลูกหลานได้ระลึกถึงกัน จะได้สำนึกกันว่าตัวกูที่ยังอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปรกติสุขนั้น แลกมาด้วยเลือดและน้ำตาอย่างไร
กลับกันครับ ถามใจคุณว่า คุณอยากจะให้ปรากฎ ในหน้าหนังสือเรียนหรือเปล่า ว่า "วีรชน"รวมตัวกันขับไล่นายกทักษิณผู้มาจากการเลือกตั้ง?
ผมคนนึงละ "ไม่"
อันที่จริงในความเห็นของผมแล้ว เรื่องนี้มันน่าอายออกจะตายไป
วีรชนผู้กล้าที่สละชีพเพีอชาติแก่เราในอตีตนั้น เขาเหล่านั้นรู้เต็มอกครับ ว่าทรราชมีปืนในมือเป็นอาวุธ
รู้อยู่เต็มหัวใจครับ ว่าพฤติกรรมผู้นำเหล่านั้น ถนัดในการใช้กำลังเพื่อรักษาอำนาจ มันไม่ได้แปลกอะไรเลยครับที่จะทราบเพราะอำนาจที่เขาเหล่านั้นได้มา ล้วนแล้วแต่เปื้อนเลือดและใช้กำลังช่วงชิงโดยตรง
กลุ่มคนที่ออกไปต่อต้านนั้น รู้เต็มหัวใจแน่นอนครับ ว่าอันตรายทุกฝีก้าว
ผมกล้าบอกได้เลยครับว่า ทุกคนรู้ว่าจุดจบของเหตุการณ์นั้น อาจหมายถึง ไม่มีวันได้กลับมาอีกก็เป็นได้
แต่เขาเหล่านั้นก็ยินดีครับ ยินดีก้าวออกจากบ้านไปเพื่ออุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ที่ใครก็แล้วแต่ไม่อาจลบหลู่ได้
ไม่ว่าการประท้วงเหล่านั้น แท้จริงมีเบื้องหลังอย่างไรก็แล้วแต่ จะมีคนชักใย มีคนตักตวงผลประโยชน์ ปลุกปั่นเพื่อเหตุผลทางการเมือง
แต่หัวใจของแต่ละคนนั้นเป็นของจริงครับ เขาออกไปเพื่อไปช่วงชิง อำนาจอธิปไตยให้กลับคืนมาแก่คนไทย ให้แก่ลูกให้หลานเรา
แล้วย้อนมาดู กลุ่มคนที่มีบางคนเอ่ยอ้างว่า วีรชน ถามว่าเขาเหล่านั้นกำลังสู้กับอะไรอยู่ ผมแน่ใจครับว่าเขาบางคนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า กำลังออกไปสู้เพื่อชาติ แต่ถามดูเถอะครับว่า มีกี่คนครับที่เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะกล้าหันปืนเข้าใส่ประชาชน คุณเชื่อหรือครับว่าคนอย่าง ทักษิณ กล้าสลายม็อบด้วยกำลังทางทหารในระดับเดียวกับทรราชในอตีต (ยิ่งเป็น ทักษิณ คนที่มีขาข้างหนึ่งเกี่ยวพันกับแวดวงธุรกิจอยู่ ยิ่งไม่มีทางครับ)
เอาแค่ว่ามีบางคนเคยอยู่ในพฤษภาทมิฬมาก่อน ถามใจดูเถอะครับว่า ออกไปคราวนั้น กับ คราวนี้ หัวใจที่แบกไปอันไหนรู้สึกว่าเสี่ยงอันตรายกว่ากัน
แค่เอาหัวใจตรงนี้วัดกัน มันก็พอจะบอกได้ว่า อันไหนคือคุณค่าแท้แห่งวีรชน

น่าเสียดายนะครับ ถ้าวีรชนผู้สละชีพในอตีต ลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วพบว่า ลูกหลานที่พวกเขาสู้อุตส่าห์ช่วงชิงคำว่าประชาธิปไตยกลับมาให้นั้น วันนี้กำลังเหยียบย่ำ"ประชาธิปไตย"อยู่
หลักการณ์แห่งประชาธิปไตย มีหลักและแนวทาง ที่เป็นยอมรับกันว่าเราจะถือตามหลักความเห็นของคนหมู่มาก เราจะมีนายกและรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
แต่ "วีรชน"หยกๆของเราได้ย่ำยีไปเรียบร้อยแล้วครับ คนแค่เรือนหมื่น แต่ได้ล้มกติกาที่คนนับล้านเลือกสรรแล้ว ภูมิใจมั้ยครับ
แค่เขาเหล่านั้นไม่พอใจ คนที่ร่ำรวยกว่า เกลียดคนที่ร่ำรวยกว่า แค่เพียงนั้นก็ขับไล่คนที่คนนับล้านช่วยกันเลือกมาได้ แค่นั้นหรือครับ
แค่คนบางคนรวยกว่าเรา แล้วมันเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วหรือครับ ที่เราจะยอมหักหลักการทิ้ง ซ่อนมันไว้ข้างหลัง ตอกตะปูปิดฝาแล้วบอกกับตัวเองว่า "ไม่ละแต่ครั้งนี้เท่านั้นแหละ คนๆนี้ไม่เหมาะสม ดังนั้นขอแต่ครั้งนี้เท่านั้นแหละ เดี๋ยวเสร็จเรื่องราวแล้วเราค่อยหยิบมาปัดฝุ่นขี้นหิ้งใหม่อีกที"
ถ้าอย่างนั้นแล้วคุณจะโอเคกับเรื่องอย่างนี้มั้ยล่ะครับ เช่นว่า
- เอาน่า เราก็เรียนเก่งอยู่แล้ว แต่เราอยากได้ที่1 ถ้าไม่โกงสักข้อ ละคงต้องเป็นที่2 แน่ ทำเองตั้งหลายข้อแล้ว โกงสักข้อจะเป็นไร ยังไงเราก็ยังเก่งอยู่
- ตำรวจจับคนฉกชิงวิ่งราวได้ แต่ไอ้เจ้านั่นมันชิงของไปเลี้ยงแม่ อย่างนั้นก็คงไม่เป็นไรมั้ง ปล่อยๆมันไปก่อน
คุณจะโอเคมั้ยครับ คุณจะปล่อยๆไปแล้วก็ลืมมันซะว่าครั้งหนึ่ง หลักการของคุณเปลี่ยนไปเพราะมันมีเหตุผลรองรับ
คุณอาจจะบอกว่า นี่มันคนละเรื่อง ขนาดความใหญ่โตของเหตุการณ์แตกต่างกัน แต่ยิ่งขนาดใหญ่โตนี่แหละครับ ยิ่งมีผลสะท้อนสู่ตรรกะทางสังคมอย่างกว้างขวาง
บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรครับ ถ้าเราใช้วิธีนี้เป็นครรกะในการตัดสินใจอย่างสม่ำเสมอ ยอมหย่อนย่อหลักการลงเพื่อความสะดวกดายอย่างใจต้องการตลอดเวลา

ถ้านายกทักษิณ ได้ทำผิดกฎเกณฑ์ ผิดกฎหมาย สักอย่างสักข้อเรื่องหุ้นที่ยกอ้างกัน แม้แต่ผมก็ยินดีเป็นแนวร่วมต่อต้านด้วยครับ
แต่นี่ไม่ใช่ครับ เพียงแต่ผิดตามความรู้สึกแห่งเหตุอันไม่เหมาะสมเท่านั้น มันยังไม่ถึงครับ ไม่ถึงขั้นที่ผมเห็นว่าเราควรเก็บหลักการเข้ากระเป๋าแล้วใส่ลิ้นชักเอาไว้
นั่นเป็นประเด็นที่1

ประเด็นที่2 คือผมดีใจครับที่นายกยุบสภา
ดีใจที่บ้านเมืองจะกลับสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง ในทันใดที่มีการยุบสภาความตึงเครียดทางสังคมก็ได้ปลาสนาการไปสิ้น
ต้องยอมรับว่าเป็นความฉลาดของทักษิณอย่างยิ่งยวด ในสภาพตกเป็นฝ่ายตั้งรับ และทุกอย่างกำลังขี้นสู่จุดสูงสุดของสถานการณ์ แม้ว่านี่อาจจะเป็นเรื่องที่ฝ่ายตรงข้ามคาดการณ์ไว้ แต่ไม่ได้คาดหวังให้เกิด หรือภาวนาให้เกิดหลังจากมีการชุมนุมในจุดที่จำนวนผู้เข้าร่วม และสถานการณ์ที่ขีดสุดแล้วเท่านั้น
ว่ากันตามจริงเหมือนดังว่า ทักษิณ ยื่นมือไปคว้าหมัดไว้ก่อนที่จะง้างถึงขีดสุด ถ้ารอจนหมัดมาถึงการปะทะย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง ถ้าฝ่ายตรงข้ามยังไม่เงื้อ แล้วยื่นมือคว้า อาจต้องตกเป็นฝ่ายรับไปตลอด
ฉะนั้นแล้วการยื่นมือคว้าจับคราวนี้นั้น ช่วงชิงเป็นฝ่ายรุกอย่างหมดจดงดงาม จังหวะเวลาและการตัดสินใจ ลงตัวในทุกๆด้าน
ผมแทบจะกล้าฟันธงเลยว่าทักษิณจะกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ แม้ไม่เท่าในจำนวนเสียง แต่ยิ่งใหญ่ในด้านศักดิ์ศรี
นี่เป็นห้วงจังหวะที่ฝ่ายค้านกลั้นใจให้พ้นผ่าน มิใช่ไม่อาจคำนวนได้ แต่เป็นห้วงเหตุการณ์ที่จำต้องผ่าน ถ้าทักษิณลังเลไม่ตัดสินใจ ฝ่ายค้านจะรวมกำลังทั้งหมดทุ่มเข้าจัดการในจังหวะเดียวกันที่มีกำลังเสริมจากภายนอก นับว่าหวุดหวิดหวาดเสียวยิ่ง
ถ้าทักษิณยุบสภาก่อนหน้านี้ เพียง 3-5 วัน ทักษิณจะกลายเป็นคนใจเสาะ ไม่สามารถนำใครได้อย่างแข็งแกร่งอีกต่อไป หลังจากนี้อีก 3-5 วัน ฝ่ายตรงข้ามจะรวมตัวกันติด ถึงตอนนั้นถ้าไม่ใช้กำลังเข้าสลาย (ซึ่งทักษิณทำไม่ได้เด็ดขาด เพราะจะเป็นผลเสียต่อทั้งส่วนตัว และส่วนรวม ซ้ำสุดท้ายผลเสียส่วนรวมจะย้อนกลับมาเป็นผลเสียส่วนตัวซ้อนเข้าไปอีก) ก็ต้องลาออกหรือยุบสภา แต่จะเป็นการยุบสภาในขณะที่มีผลเสียหายเกิดแก่บ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว ทักษิณจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว หวงอำนาจ จนถึงอาจจะถูกตราหน้าว่าพ่ายแพ้มวลชน
แต่จังหวะเวลานี้นั้น ทำให้ทักษิณมีความสง่างามทางการเมือง เป็นผู้รักษาผลประโยชน์ของชาติ อีกทั้งยังมีความเป็นลูกผู้ชายมากพอที่จะยอมรับการพิสูจน์จากคนทั้งประเทศ ยิ่งหมัดสุดท้ายจากรายการนายกคุยกับประชาชน เท่ากับว่ากลุ่มประท้วงนั้นขาดความชอบธรรมไปในสายตาคนทั่วไปทันทีในฐานะผู้สร้างความวุ่นวายและไม่สนใจกฎกติกาของสังคม
ฝ่ายค้านเองก็กลืนเลือดอย่างยากลำบาก เนื่องจากมาถึงจุดนี้แล้ว ยังไม่มีบทบาทให้เห็นชัดเจนใดๆยากจะมีเปรียบในสถานการณ์ข้างหน้า ไม่ใช่ว่าฝ่ายค้านไม่มีบทบาทอะไรเลย แต่ภาพของสนธินั้นชัดเจนกว่าในการเคลื่อนไหว แม้ยามที่สนธิพยายามสร้างความชอบธรรมของกลุ่มผู้ประท้วงให้มากขี้น ในห้วงเวลาที่มีเสียงสะท้อนว่าทั่วไปว่า สนธิเริ่มต้นจากผลประโยชน์ของตัวเองก่อน ด้วยการมอบธงการประท้วงให้กับกลุ่มอื่นๆ แต่กระนั้นภาพของสนธิก็ยังแจ่มชัดในความรู้สึกรับรู้ของคนทั่วไปอยู่ดี
ดังนั้นแล้ว เช้าวันนี้ แม้มีเสียงจากทางฝ่ายค้านวิพากษ์ถึงการยุบสภาของนายก ว่าไม่เป็นสิ่งที่เหมาะสมเนื่องจากสภานั้นไม่ได้ผิดอะไร ผู้คนขับไล่นายกจากความประพฤติอันไม่เหมาะสม แต่ก็เป็นเสียงกระท่อนกระแท่นที่ไม่มีน้ำหนักใดๆแก่สังคมเลย เพราะภาพที่ชัดเจนอีกภาพในสังคมคือสภาเท่ากับทักษิณ ดังนั้นแล้วเสียงนี้จึงเป็นความพยายามในห้วงเวลาเพื่อจะยับยั้งความชอบธรรมของทักษิณเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายอันจริงจังหนักแน่นแต่อย่างใด กลับกันสะท้อนภาพฝ่ายค้านที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับความเปลี่ยนแปลงอันเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ใหญ่ในอนาคตอันใกล้

วิเคราะห์ซะยืดยาว เกินจากเมืองไทยไม่น่าเลย ไปนิด แต่ก็เถอะนะ มันอดไม่ได้เลยจริงจิ้ง

วันจันทร์, มกราคม 30, 2549

โอ้แม่เจ้า สมภารถูกแทงไม่นับ แต่เดี๋ยว...สมภารมีปืนแต่ยังไม่ทันได้ใช้! มันอะไรกันเนี่ย?#?


ข่าวสลดใจสุดๆของผมประจำสัปดาห์
สมภารวัดหนึ่งในปราจีน ถูกแทงไม่นับ ตายคากุฏิ!
แต่ยังครับ ยังไม่สลดใจ ไอ้ที่สลดใจกว่าคือ สมภารมีปืนเถื่อนในกุฏิ1กระบอก แต่คาดว่าไม่ทันได้ใช้ป้องกันตัว แม่เจ้าโว้ย! พระเค้ามีปืนป้องกันตัวกันด้วยครับ นี่มันปัจจัยไหนของพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ครับ! นี่มันเมืองพุทธหรือเปล่าครับ ทำไมพระต้องมีปืนป้องกันตัวด้วยครับ
ยังครับ ถ้าคุณคิดว่านี่สลดที่สุดแล้ว มันยังไม่ที่สุดครับ ถ้าคุณเป็นคนประเภทอ่านแต่หน้า๑ คุณก็อาจจะโชคดีไม่เจ็บปวดอย่างผม
แต่ผมขอแบ่งปันความเจ็บปวดไว้ ณ ที่นี้ด้วยเถอะ ไม่งั้นมันจะจุกอกตาย
เหตุเกิดตอนกลางคืนนะครับ สมภารคนนี้ (ผมขอใช้ว่า คนนี้เถอะครับ นี่มันไม่ใช่พระแล้ว) คนที่ห่มผ้าเหลืองมา40ปี (คุณเห็นผมเอาสีดำคาดตาผู้ตายมั้ยครับ ผมไม่อยากคาดหรอกครับ ไม่ใช่กล้วว่าคนตายจะเสียหาย แต่มันทนเห็นคนคนนี้เต็มๆหน้าไม่ไหวจริงๆ)
แกรับสังฆทานกลางคืนครับ มันไม่ใช่เวลาแล้ว คุณว่ามั้ย แล้วคาดว่าผิดใจอะไรกันบางอย่างทำให้มีเรื่องราวถึงขั้น จิ้มกันด้วยมีดปอกผลไม้ ผมก็นึกว่าจะจบแล้วละตรงที่แกซ่อนปืนไว้ ซึ่งตำรวจก็สันนิษฐานว่าน่าจะรู้ตัวอยู่บ้างว่าถูกหมายหัวไว้ แต่ไม่ทันได้ใช้
ตำรวจดันชันสูตรพบต่ออีกว่า ตรงไอ้จ้อนของนายคนนี้เปื้อนคราบน้ำอสุจิ โอ้มายก้อดกับพระเจ้าจอร์ชรวมกัน
แถมท้ายค้นในกุฎิยังจะพบ ซีดีโป๊ อีกต่างหาก!
แกบวชมาทำไมตั้ง 40 ปีให้แผ่นดินเมืองไทยมันทรุดเนี่ย ถึงว่าน้ำท่วมมันทุกปี !

นี่ไม่ใช่ข่าวแรกหรอกครับ แล้วผมก็กล้าฟันธงเอาหัวเป็นเดิมพัน ว่าไม่ใช่ข่าวสุดท้ายด้วย
เราปล่อยมันเป็นไปอย่างนี้ได้อย่างไรครับ กรมการศาสนาเดินไปกรมถูกหรือเปล่า ประสบอุบัติเหตุกันบ้างมั้ยครับ
ถ้าทุกวันนี้คุณต้องเดินเอาปี๊บคลุมหัวกันแล้วอย่างนี้ (ถ้ายังไม่รีบไปหา ระวังขาดตลาดเอานะครับ เตือนด้วยหวังดี)

มันถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราจะสังคายนาพระสงฆ์กันสักรอบสองรอบ รอบเดียวไม่พอครับ เอาให้คนชั่วมันเบื่อไปข้างเอาให้เขตพัธสีมาเป็นที่ไม่น่าอยู๋สำหรับคนเลวไปเลย
เอาให้เหมือนประกาศสงครามกับยาเสพติดเลยดีมั้ยครับ พระดีๆเขาไม่บ่นหรอกครับ คนที่จะบ่นนั้นมัน"คน"ที่ไม่ใช่พระ
เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในสายตาของใครในรัฐบาล แต่มันเป็นวาระเร่งร้อนของสังคมครับ กว่าคุณจะแก้ปํญหาความยากจนเสร็จ คนเลวอาจจะเต็มวัด คุณจะไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจกันอีกแล้วก็ได้
ที่ยึดเหนี่ยวตอนนั้นอาจจะเป็นโบสถ์คริสตจักรทั้งหมด มันไม่ใช่ไม่ดีหรอกครับ แต่เราก็คงจะเรียกเมืองไทยว่าเมืองพุทธไม่ได้อีกแล้ว

เราจะสอนให้ลูกหลานของเราประนมมือกราบพระสงฆ์ได้อย่างไร ถ้าเราไม่แน่ใจว่านั่นคือสงฆ์แท้หรือเปล่า หรือเอาผ้ามาคลุมเฉยๆ
พุทธะ มันอยู๋ที่ใจ จริงครับ แต่ความเสื่อมมันก็มีจริง
สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นไม่มีวันเสื่อม เพราะเป็นความจริงอันสูงสุด อันสุดท้าย ที่ไม่ว่าใครจะทำเลวระยำอย่างไร ก็ไม่อาจแปดเปื้อนให้มีราคีได้ แต่ความจริงอันนั้น มีวันหยุดสืบทอด หยุดสืบสานได้จริงเช่นกันครับ ถ้าไม่มีเนื้อนาบุญมาสานต่อ
ผมไม่ได้บอกว่าทุกวันนี้ เราจะหาเนื้อนาบุญอันจริงแท้ ไม่ได้แล้วก็มิได้
แต่คนนุ่งผ้าเหลืองพวกนี้กำลังทำให้ เนื้อนาบุญนั้นลดจำนวนลง แม้ว่ามันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณแต่มันอยู่ที่คุณภาพอย่างที่ใครบางคนพยายามบอก
แต่คุณครับ สมัยพระพุทธเจ้านั้น บนโลกนี้มีคนกี่ล้านคนกัน ถ้านับแต่ว่าในเฉพาะอินเดียนั้น ยิ่งแล้วใหญ่
พระสงฆ์ที่มาชุมนุมโดยไม่ได้นัดหมายนั้น มีถึง 1,250 รูปที่เราแน่ใจได้ว่าเป็นเนื้อนาบุญอันบริสุทธิ์
แต่ประเทศไทยเราตอนนี้มีคนมากกว่า 60 ล้านคนนะครับ
พระสงฆ์แท้เอาสัก 20,000 รูป ก็พอ คำนวนคร่าวๆเท่ากับ 1 ต่อ 3,000 เชียวนะครับ แล้วถามใจคุณจริงๆเหอะว่าคุณกล้าคิดมั้ยว่า เราจะมีสงฆ์แท้ขนาดนั้น
ความจำเป็นในการมีศาสนานั้น อยู่เคียงคู่กับมนุษย์มาตลอดประวัติศาสตร์ครับ เป็นสิ่งอันขาดไม่ได้ในการดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของชนชาติ ความเสื่อมในใจคนผู้ไม่ละอายต่อบาปนับวันมันมากขึ้น
ดังนั้นการมีพระดีๆนั้นเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้มากเหลือเกินครับ
วันที่เรามองของสูงแบบนั้น แล้วย้อนมองตัวเองจะได้รู้สึกว่าตัวกูนั้นมันชั่วเกินไปหรือเปล่า
อย่าให้เป็นลักษณะที่ว่า พอเราทำชั่วไปแล้ว พอมองออกไปเห็นก็นึกขึ้นมา กูยังไม่ได้ชั่วที่สุดดอก ไอ้คนที่มันเอาผ้าพระมานุ่งมันยังชั่วกว่าตัวกูเป็นไหนๆ

วันศุกร์, มกราคม 20, 2549

กัดลิ้นขาด ทางสู้ของลูกผู้หญิง+ลูกผู้หญิงด้วยกันทำกันได้ลงคอ


เรื่องติดค้างหัวใจช่วงนี้เรื่องนึงคือ เรื่องนักร้องสาว คุณพัชรี (ขอโทษนะครับจำนามสกุลไม่ได้) สู้ชายที่จะข่มขืนด้วยการกัดลิ้นขาด เดชะบุญ มีสิบล้อคนดีมาช่วย ไม่งั้นเราท่านก็ไม่อาจรู้ชะตากรรมของเธอได้ครับ
เรื่องนี้เป็นข่าวดัง เพราะปัจจัจหลายอย่าง ถ้าเป็นคนตามข่าวอาชญากรรมจริงๆ คนที่ถุกข่มขืนมีเยอะครับ ไม่รู้ว่าผู้ชายเรามันไม่มีที่ลงกันหรือยังไง ที่ปลดปล่อยมียิ่งกว่าดอกเห็ด ไม่ไป เลือกที่จะบังคับขืนใจเขาให้มันเป็นเรื่องราว แต่อย่างที่บอกครับ เรื่องที่ไม่เป็นช่าวดังอย่างนี้ก็เยอะครับ ที่เป็นข่าวได้เนี่ยก็เพราะ 2 อย่าง
1. เธอสู้ครับ ผู้เสียหายสู้ กัดลิ้นขาด
2. มีพลเมืองดี เข้ามาช่วย อย่างที่รู้แหละครับว่าเราหาคนที่เสี่ยงยุ่งเรื่องคนอื่นอย่างนี้หายากเหมือนกัน
ดังนั้นแล้วเรื่องนี้มันจึงดัง
แต่ดังขี้นไปอีกแน่ะ ก็ตอนที่ คนขับแท็กซี่ ผู้ที่ผมจะขอเอ่ยนามไว้เป็นเกียรติแก่วงตระกูลไว้ที่นี้ นายไพโรจน์หรือนายสมพร อยู่พูล มีภรรยาชื่อ นางนางอำพรรัตน นาเขียวงาม ผมก็ไม่รู้ได้ว่าแต่งงานกันหรือเปล่าเพราะข่าวไม่ได้บอก นามสกุลก็ไม่ตรงกัน หรือเธอจะเคยใช้นามสกุลคนอื่นมาแล้วก็ไม่ทราบได้ และไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นคือ เธอโดดออกมาปกป้องสามี อย่างหัวชนฝาเลย ผมยืนยันเลยว่าหัวชนฝา
เนี่ยแหละครับที่มันทำให้ดัง เพราะมันไม่เคยมาก่อนเลยที่ภรรยาของผู้ต้องสงสัยจะโดดออกมาปกป้องกันขนาดนี้ และก็ไม่มียุคไหนอีกแล้วครับนอกจากยุคนี้ที่เปิดโอกาศให้ตอบโต้ได้ทางโทรทัศน์โดยเฉพาะรายการถึงลูกถึงคนของคุณสรยุทธ หรือ พ่อบ่างของท่านนายกทักษิณ (แหมมันน่ารักน่าหยิกนะชื่อเล่นเนี่ย แต่คนตั้งเนี่ยไม่รู้ว่าอยากจะแค่หยิกหรือเปล่าสิ )
เอาใจความหลักๆนะครับ นางอัมพรรัตน อ้างว่า สามีไม่ได้ข่มขืน แต่มีการสมยอมกัน แล้วยังไงไม่รู้แหละเรื่องของคนสองคนในรถเราไม่อาจจะรู้ได้ ทำไมกัดลิ้นกันก็ไม่รู้ แต่หนูเชื่อผัว
ส่วนนางพัชรีน่ะ หนูฟันธงร้อยทั้งร้อยของนักร้อง ต้องขายตัว เพราะหนูน่ะอยู่ในวงการนี้เคยเป็นนักร้องเหมือนกัน (อ้าว) แค่เนี่ยครับหลักๆ เธอไม่ได้มีประเด็นอะไรมากคุยไปมาก็วนๆอยู่ที่เดิมจะมีร้อยแปดพันเก้าเหตุผล หนูก็เชื่อผัว สงสารคุณสรยุทธแทน เพราะแกก็วนถามอยู่นั่นแหละว่าฟังขนาดนี้แล้วยังมั่นใจอีกรึ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุกาณร์ แต่เธอก็ยืนยันคำเดิมอยู่ดี
ผมก็ดูไปเรื่อยๆแหละครับ มาถึงบางอ้อก็ตอนสุดท้าย ว่าการที่นางอัมพรรัตน ตัดสินใจทำอย่างนี้เนี่ย คือเธอตั้งใจใช้สื่อครับ โดยที่เธอหลุดออกมาว่า เธอมีทนายพร้อมสู้คดีแล้ว
ผมขอลงด้วยความเห็นผมเองนะครับ โพลโดยตัวผมเองนี่แหละ ว่าเท่าที่พบปะคนรู้จักมักจี่กัน ก่อนหน้าที่นางอัมพรรัตนจะออกมาคือเชื่อคุณพัชรี 101เปอร์เซ็นต์ (เกินร้อย) แต่หลังการแถลงของภรรยาจำเลยเหลือน่าจะ 99 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่า นายสมพรทำความผิดจริง โดยที่ในกลุ่มที่เชื่อว่านายสมพรผิดจริง อาจจะลังเลบ้างว่า อันที่จริงแล้วคุณพัชรี มีนอกมีในพูดไม่หมดไม่จริงรึเปล่า
ซึ่งถือว่าในการใช้สื่อเป็นเครื่องมือ นางอัมพรรัตน ถือว่าทำสำเร็จในแง่ดึงแรตติ้งคุณพัชรีได้ ให้คนเชื่อถือเธอน้อยลง แต่ในทางกลับกัน มันไม่ได้ทำให้เรตติ้งฝ่ายจำเลยดีขึ้นแม้สักส่วนเสี้ยว
ผมเดาว่า ทนายจำเลยเป็นคนแนะนำให้ทำอย่างนี้ครับ
จำได้มั้ยครับว่าสมัยลูกคุณเฉลิม ถูกกล่าวหาว่ายิงดาบตำรวจในผับ มันก็ลูกเล่นนี้เหมือนกัน ต้องหนีไปก่อนเพราะถ้าไม่หนี กระแสจะพัดให้ผิดแบบเต้มร้อย โดนหนักแน่นอน
แล้วพอหลังๆก็มุกเดียวกัน พยายามดิสเครดิตฝ่ายโจทย์ก็แบบเดียวกัน เช่นดาบตำรวจก็เมาเหมือนกัน จนยื้อไปมาท้ายที่สุด น้ำหนักพยานกลายเป็นเจือจางซะนี่ แน่ละครับ เวลาผ่านไปใครจะมานั่งจำได้หมดทุกรายละเอียดกัน ยังไม่ต้องรวมว่าเบื้องหลังจะมีอะไรยังไงหรือเปล่าอีกต่างหาก
ทนายของจำเลยคราวนี้ก็ยืมมุกเดิมๆมาใช้อีก แต่ทีนี้มันโหดร้ายไปนิดตรงที่ ปล่อยให้ลูกผู้หญิง กระทำต่อลูกผู้หญิงได้

ผมไม่บอกละครับว่าคนที่ผิดจริงๆน่ะใครกันแน่นั่นให้เป็นเรื่องในชั้นศาลสู้คดีกันดีกว่า
ผมก็เพียงแต่เชื่อเอาเองละครับว่านายสมพรเนี่ยผิดจริงๆ (อ้าว) แต่ไม่อ้าวละครับผมมันคนๆเดียวที่มีความเชื่ออย่างนั้นคุณเชื่อตามหรือไม่เชื่อตามก็ตามแต่วิจารญาณส่วนบุคคล ของใครของมันครับ
แต่ที่เล่ามายาวๆเนี่ยคือ ไอ้เหตุการณ์อย่างเนี่ยมันแย่น่ะครับไอ้ที่แย่กว่าก็คือ ผมรู้ว่าคนที่เชื่ออย่างผมเนี่ย มีส่วนหนึ่งครับ ที่เขว
คืออุตส่าห์เชื่อถือลูกผู้หญิงคนหนึ่งมาแล้วระดับหนี่ง แต่มาเขวเอาตอนที่มีผู้หญิงอีกคนออกมาพูดจาไร้เหตุผล แล้วก็พาคนเขว
คือรูปคดีน่ะผมไม่ห่วงหรอกครับ เพราะไงๆเสียเธอก็ต้องชนะคดีอยู่แล้ว
แต่ในด้านสังคมสิครับ ที่ผมเสียดาย เพราะไม่ว่าเธอจะก่อหรือไม่ก่อก็แล้วแต่เธอไม่ใช่คนผิด แต่ก็มีคนไม่น้อยที่รับฟังเรื่องที่ไม่น่ารับฟังแล้วเปลี่ยนวิธีมองเธอ
ทำไมไม่น่ารับฟังครับ
1. ก็เพราะคนพูดนั้น เชื่อถือไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ฟังแต่เขาเล่าเอาทั้งนั้น
2. เพราะคนพูดนั้น ไม่รับฟังเหตุผล ไม่ว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลใดๆ ก็ถือว่าไม่ได้ยินเสียอย่างเดียว คนแบบนี้มีค่าให้ควรไปฟังอะไรจากเขามั้ยครับ ต่อให้ศาลตัดสินชี้ขาดก็ไม่สนใจอยู่ดี
3. เพราะคนพูดนั้น ใจร้ายเกินไปครับ จากข้อ1และ2 เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะพูด แต่ยังออกมาพูดอาจจะด้วยตามคำแนะนำของทนาย ก็แล้วแต่ แต่ก็นับว่าใจร้ายอยู่ดี เพราะเป็นเจตนาให้ร้ายผู้หญฺงอีกคนหนึ่งที่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็ได้ประสบกับเรื่องร้ายๆมาแล้วเปรียบได้กับ คนที่ขโมยของจากผู้ประสบภัย อีกทีนึง ซึ่งชั่วร้ายยิ่งกว่าธรรมดา

ประเด็นที่ผม มั่นใจคือ คณพัชรี เป็นฝ่ายถูกกระทำ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าด้วยสาเหตุแบบไหนหรอกครับ
เอาแค่ว่า สมมุติ นะครับ สมมุติ
สมมุติ คุณพัชรี ขายบริการจริงอย่างที่นางอัมพรรัตนอ้างมาจากปากนายสมพรอีกทีหนึ่ง
มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปกัดลิ้นเขา เว้นเสียแต่เธอไม่ยินยอม
ไม่ยินยอมก็คือไม่ยินยอมครับ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบ มันก็คือไม่ยินยอม ไม่ยินยอมก็คือข่มขืน
เมื่อเป็นเหตุการณ์ข่มขืนแล้ว ไม่มีใครหรอกครับ ที่ไม่ยินยอมแบบสบายใจ มันเจ็บปวดกันทุกคน

ผมจำได้ว่า หลายปีก่อน มีหนังฮอลลีวู้ด เรื่องหนึ่งชื่อ The Accused นำแสดงโดย คุณโจดี้ ฟอสเตอร์ นักแสดงสาว(ในขณะนั้น) มากความสามารถ เธอเล่นเป็นโสเภณี ที่ถูกรุมโทรมข่มขืนในบาร์ด้วยชายฉกรรจ์หลายคน เรื่องนี้ก็เล่นตรงประเด็นนี้แหละครับ ที่การเป็นหญิงขายบริการ ทำให้สิทธิความเป็นคนหดหายไปหรือเปล่า มันไม่จำเป็นเลยที่ผู้หญิงคนหนึ่งเสียตัวเป็นร้อยครั้งด้วยความเต็มใจ จะไม่มีสิทธิปฏิเสธหนึ่งครั้งที่เธอไม่เต็มใจ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นโสเภณีแล้วเธอจะต้องพร้อมที่จะแบให้แก่ทุกคน ทุกที่ และทุกสถานการณ์

ดังนั้นแล้วสถานการณ์ของคุณพัชรี ก็เป็นดุจเดียวกัน ผมไม่ได้บอกว่าคุณพัชรีขายบริการ แต่จะบอกว่าถึงแม้เธอจะขายบริการ
ก็ไม่มีความสมควรใดๆที่จะมีผู้ใดมองเธอด้วยสายตาตั้งคำถาม เพราะ เธอก็ไม่ผิด!