เมืองไทยไม่น่าเลย!

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 13, 2565

อย่าเพิ่งหลงดีใจ เหง้าแท้เผด็จการยังอยู่

อย่าเพิ่งหลงดีใจ เหง้าแท้เผด็จการยังอยู่

ผมเห็นหลายคนกำลังตีความกันอย่างมีความหวังว่า
ฝ่ายเผด็จการแตกคอกันแล้ว
ตู่ไปทาง
ป้อมไปทาง
ป๊อกดูเงียบๆ
ดูแล้วเหมือนพลังประชารัฐของป้อมกำลังต้อนตู่
ดูแล้วเหมือนตู่กำลังเอา 250 สว มาต่อรอง
ดูแล้วเหมือนเหล่า สส กำลังวิ่งวุ่น ว่าจะอยู่ข้างไหนดี

ก็ไม่อยากจะทำลายความหวัง

แต่ว่า
ผมไม่เคยเชื่อ ว่าพวกโปเตโต้ (มัน) จะแตกคอกันเองถึงขั้นหักกัน
เอาล่ะ มันเคยมีสัญญาณอยู่ลางๆ ว่า หลายๆอย่างไม่เหมือนเดิม
เช่น ตอนช่วงสานรัดนูนตีความว่า ตู่อยู่ต่อได้มั้ย แล้วก็ดึงเรื่องอยู่นานนนน
นาน จน ตู่น่าจะใจหาย
ย้อนไปดูว่า่ สานรัดนูน เป็นของใคร มันก็คงบอกไม่ได้ เดี๋ยวจะหมิ่น
แต่ ไปหาดูกันน่าจะเจอว่าใครเป็นใคร ช่วงไหน
ก็พอเดาได้ว่า กำลังเกิดการปล่อยพลังภายในกันในช่วงนั้น
ตู่รอดมาได้ แต่ก็สะบักสะบอม
ป้อม ที่เคยมีคนเรียกท่านนายก ก็เลยต้องถอยไปฉากหนึ่ง

พูดถึงป้อม ช่วงที่ได้เป็นนายกรักษา(อา)การณ์ น่าสนใจจริงๆ เพราะมีกระแส
มีชาวบ้านชอบ ไปรุม ไปล้อม ไปไล่ ..ไม่ใช่ ไม่ได้ไล่ ไปล้อม..ไปล้อม
บอกว่ารักอย่างนั้น..อย่างนี้ ปัจจุบันม็อบรักป้อมก็ยังยึดพื้นที่อยู่ราชดำเนิน
ส่องดูเถอะ
ก็จะเห็นเต้นท์คล้ายๆกัน
ก็ว่าชาวบ้านมาจากตรงโน้นตรงนี้ ทำไมเต้นท์คล้ายๆกัน
ดูใกล้ๆจะเห็นว่าเต้นท์สีเขียว ตรงโน้นก็เขียว ตรงนี้ก็เขียว
อืมมม ถ้าไม่คิดเยอะ ทหารเขาคงช่วยละมั้ง ไม่อยากให้ตากแดดตากฝน
ก็ไม่รู้สินะ

กลับมาที่ สอง ป. อีกที

เวลาเขางัดกันทีดูเหมือนกองเชียร์จะดีใจ บางคนยังคิดว่า มีป้อมยังดี
ดีกว่ามีตู่
ถึงกับคิดว่าช่วงนั้น ถ้าตู่เด้งไปก็คงจะดี
แต่ว่า อาจจะมีหลายคนที่ลืมไปว่า คนเป็นนายกจริงๆ ที่ไม่ใช่ นายกรักษา(อา)การณ์น่ะนะ
ต้องมีชื่อที่พรรคการเมืองเสนอในสภาแต่แรก
ป้อมไม่อยู่ในนั้น
นั่นเป็นอย่างแรกที่ทำให้ผมคิดว่า ที่จริงแล้ว เวลาสานรัดนูนลากเรื่องตู่ เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ทำให้หลายคนคิดว่า ตู่โดนแน่
ผมไม่คิดงั้นเลย เพราะว่า ตู่โดน แล้วใครต่อ
ป้อมจะให้ใคร ตัวเองก็ไม่ได้
มองมาฝั่งตัวเองก็มีแค่ 
จุลินทรีย์ กับ หนูเมายา เท่านั้น
เป็นใครก็ไม่ดี เหมือนให้เลือก ขี้กับเยี่ยว
ป้อมน่าจะไม่ไปทางนั้น ผมจึงว่า ไม่หักกันจริงๆหรอก

อย่างที่สองที่คิดว่า ไม่เอาจริง หรือตัดไม่ตายขายไม่ขาด
อย่างกับพี่น้องท้องเดียวกัน ก็คือ ก้าวไกล
ถ้าวันนี้มีแต่ เพื่อไทย ไม่แน่
แต่วันนี้มันมี ก้าวไกลอยู่
เพื่อไทยนััน ประชาธิปไตย จริง แต่ยิ่งนานวันยิ่งเป็นสายพิราบ
ก็ไม่ถึงกับ สู้ไป กราบไป อย่างที่โดนล้อ
แต่ว่า ก็เข้าข่าย ประนีประนอม
คิดว่า พอทำข้อตกลงได้ในระดับหนึ่ง ในระดับที่ไม่บาดใจชาวบ้านมากเกินไป
แต่ว่า ก้าวไกล ไม่ใช่
ก้าวไกล คือ สายเหยี่ยว
ลงเมื่อไหร่ จิกกัดไม่ปล่อยแน่ 
แถมฆ่าไม่ตายแล้วด้วย คือ ตัดหัวไปหนึ่ง งอกอีกสอง อย่างกับ งูไฮดร้า
พูดก็พูด ยิ่งนานวัน พวกที่สนับสนุนก็ยิ่งตายไป ด้วยชรา
ส่วนพวกที่ต่อต้าน ก็บรรลุนิติภาวะกันออกมาเรื่อยๆ
ดังนั้น จะให้ตู๋ตัดป้อม ป้อมตัดตู่ นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
สามปอนี้ยังคง จำต้อง กลมเกลียวกัน
ลงเมื่อไหร่ ก้าวไกล ต้องแทงซ้ำ ไม่มีเกี้ยเซี้ยเหมือนโลกการเมืองในอดีต
แถมถ้าคนก้าวไกลคนไหนหักหลัง
พวกที่เหลือก็มาแทน คนที่ไปแล้วไม่แข็งจริง ศพไม่สวยแน่นอน
อย่างนี้ จะไม่ให้สามปอ ไม่เกาะกลุ่มกันตัวแข็งได้อย่างไร
คิดว่า กะจะตายก็ตายไปพร้อมกับตำแหน่ง
ไม่ยอมเข้าคุกแน่
มันก็ยังมีเหตุผลอื่นๆอีก ค่อยมาเหลาใหม่
แต่สองอย่างนี้ แน่ใจได้ โดยเฉพาะ ปัจจัย ก้าวไกล นั้นน่ากลัวมากสำหรับเผด็จการ

ดังนั้น อย่าเพิ่งดีใจ พวกโปเตโต้ยังแน่นหนา
ด้านหลังมีกลุ่มผลประโยชน์อีกหลายตัวที่ไม่อยากเห็นช่วงขาลงในตอนนี้
เผื่อใจกันไว้หน่อยก็ดี

วันพุธ, กรกฎาคม 01, 2563

รำพีงรำพันของคน like ขั้วอำนาจนิยม

มีเพื่อนผมส่งข้อความมาไลน์กลุ่มดังนี้
บางครั้งคนเราทำให้คนอื่นเห็นในแบบที่เราอยากให้เห็น และ บางครั้งเราก็เห็นแค่ในสิ่งที่คนอื่นทำให้เราเห็นในแบบที่เค้าอยากให้เห็น #ลวงตา

กลุ่มนี้มีหลายคนที่เป็นคนพูดคุยหลัก คิดว่าใครมีไลน์กลุ่มคงทราบดี ยี่สิบสามสิบคน แต่จะมีคนแค่ห้าหกคนที่โพสต์ และพวกเขาคือฝ่ายที่สนับสนุนรัฐเผด็จการ หรืออำนาจนิยม และผมก็เข้าใจดีว่าทำไม เพราะโครงสร้างการได้ประโยชน์ของพวกเขา อิงแอบกับอำนาจ ต่อให้ไม่ได้รับประโยชน์ทางตรงก็มีทางอ้อม และต่อให้ไม่ได้รับประโยชน์เลยก็ยังไม่สะดวกใจกับการเชื่อมั่นในความเท่าเทียมกัน และการเรียนรู้ของประชาชน
พวกเขาสามารถทนทานต่อการที่ทหารใช้ประโยชน์จากงบลับ และการจัดซื้อที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งๆที่ก็เห็นๆกันอยู่ในข้อมูลหลายแหล่งว่ามันแพงเเกินไป พวกเขาสามารถทนทานกับการที่นายทหารระดับสูงแทบทุกคน มีเงินในบัญชีเป็นเงินเก็บเกินสิบล้าน เกินร้อยล้านได้ ทั้งๆที่เงินเดือนไม่ถึง พวกเขาทนทานกับการที่นายทหารนอกราชการนั่งเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจกรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับรั,ฐได้ทั้งๆที่ตลอดชีวิตไม่ได้ทำธุรกิจ พวกเขาทนทานกับการที่มีคนถูกติดตามคุกคามเสรีภาพเวลามีคนคิดต่างกับฝ่ายกุมอำนาจได้ ตลอดจนทนทานได้กับการที่คนไทยคนหนึ่งที่เห็นต่างถูกอุ้มหายไป และยังเมินเฉยกับความจริงที่ว่า เขามิใช่คนเดียวที่ถูกอุ้มหาย
แต่พวกเขาทนไม่ได้กับ เตี้ย มช ถูกยิง (ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ผมไม่สงสารหมานะครับ แต่พวกนี้เขาเลือกที่จะทนไม่ได้เรื่องหมา แต่กลับทนได้เรื่องคน)
ทนทานไม่ได้กับที่ อบจ โกงเงินค่าก่อสร้างหรืออะไรสักอย่าง (ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าดีนะครับ แต่นั่นเขาก็โกงกันได้หลักล้านเท่านั้น ส่วนงบทหารเท่าไหร่ ทหารจบจากการทำงานแล้วมีเงินเหลือมหาศาลมันยิ่งกว่าเยอะเลย)
ทนรับไม่ไหวกับการที่ สส ของฝ่ายที่ได้รับเลือกมากจะเป้นนายก (แต่ดันทนได้กับ สว 250 คนที่ไม่แตกเสียงเลย และไม่เคยทำงานอะไรในการตรวจสอบรัฐบาลเป็นชิ้นเป็นอันเลย)
หนักไปกว่านั้น พวกเขาเคยวิพากษ์กันว่า คนจนไปใช้สิทธิสามสิบบาทกันพร่ำเพรื่อเกินไป ซึ่งมันเป็นมายาคติที่ผิดเพี้ยนมาก เพราะเขาไม่เคยได้ลองเป็นคนจน หาเช้ากินค่ำ จะรู้ว่าการหยุดงานไปโรงพยาบาล มันเท่ากับการหยุดหายใจในบางครั้ง เพราะเงินได้แต่ละวันมันสำคัญเหลือเกิน
มาถึงโพสต์ของเพื่อนคนนี้
ที่จริงมันก็มาจากคนที่แรง หรือสนับสนุน เผด็จการทหารน้อยที่สุดคนหนึ่งในกลุ่มแล้ว
แต่รำพึงรำพันนี้ อาจจะเป็นภาพสะท้อนของความคิดบางอย่าง ของคนที่สนับสนุนอำนาจนิยม เผด็จการทหาร ลัทธิคนไม่เท่าเทียมกัน
ผมว่า เขาเห็นภาพบางอย่าง ของปัญหาในปัจจุบัน ที่มันสืบเนื่องมาจากการสนับสนุนของพวกเขา ทหารอยู่บนยอดอย่างนี้ไม่ได้นะครับ ถ้าไม่มีใครสนับสนุน
ย้อนไปช่วงปี 40 ครับ ไม่มีใครที่ออกมายืนให้กับทหารได้โดยไม่ถูกโจมตี เพราะว่าความชอบธรรมทั้งภายนอกและภายในมันมอดไหม้ไปแล้วกับ เพลิงและห่ากระสุนในสงครามกับเผด็จการในพฤษภาทมิฬ
ภายนอกคือกระแสของสังคมที่มาจากคนฝั่งประชาธิปไตย และคนที่อยู่ตรงกลางเขาก็ไม่เห็นด้วยกับระบบของทหาร
แต่ภายในคือข้างในใจครับ ในใจของคนที่อยู่ฝ่ายอำนาจนิยม พวกเขาก็หาความชอบธรรมในใจไม่เจอเหมือนกัน
ทุกวันนี้ ความชอบธรรมในใจนั้นก็ไม่ได้มีอยู่จริงครับ ด้วยสติปัญญาของพวกเขาแล้ว พวกเขาก็รู้ครับ แต่ว่า ก็ต้องทำความชอบธรรมหลอกๆขึ้นมา เพื่อหล่อเลี้ยงความคิดเอาไว้ครับ
และก็หวังว่า จะมีชุดของข้อมูล ชุดของการกระทำซึ่งอาจจะไม่ค่อยเป็นทางบวกของประชาธิปไตย (ซึ่งมันก็ต้องมีครับ เพราะว่าในทุกระบบ ทุกสังคมมันก็ต้องมีด้านบวกด้านลบ เป็นเรื่องปกติ) เพื่อที่เขาจะได้หยิบเอาทำชุดของความชอบธรรมมาต่อหล่อเลี้ยงลมหายใจของอำนาจนิยมเอาไว้ เมื่อมันมีน้อยลง บทรำพึงรำพันนี้ มันจึงได้เกิดขึ้น
ผมเห็นอย่างนี้นะ

วันอังคาร, มิถุนายน 16, 2563

เคยเกลียดประยุทธ

ผมเคย เกลียดประยุทธ์

ผมสารภาพเลยว่า ทุกผลผลิตที่มาจากการปฏิวัติ การรัฐประหารที่ผมไม่ชอบนั้น
ผมเคยเกลียดประยุทธ์ ว่า ประยุทธ์เป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างที่น่ารังเกียจเหล่านั้น

คนที่เคยเดินกุมเป้าตามหลังยิ่งลักษณ์ต้อยๆ
วันหนึ่งก็มาอวดเบ่งอยู่หน้าเวที แล้วก็เที่ยวสั่งสอนคนทั้งประเทศว่าต้องทำอย่างไร ในเรื่องที่ตัวเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญ ไม่เคยทำ

ก็คิดดูว่าเป็นทหารอาชีพมาตลอดชีวิต จะมาสอนเราเรื่องค้าขาย
เป็นทหารจะมาสอนเรื่องการเพาะปลูล
เก่งมาจากไหน

ในที่สุดก็ได้รู้ว่า่เขาเป็นเด็กท็อปของห้อง
แต่
วันครู ครูของเด็กชายตู่ บอกว่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่ครูจดจำประยุทธ์ได้
เพราะปกติครูจะจำได้เฉพาะเด็กที่เรียนเก่งกับเด็กที่เรียนแย่
แสดงว่า
ประยุทธ์ไม่ใช่เด็กเรียนแย่ แต่ก็ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง
แล้วเขาเป็นท็อปของห้องได้อย่างไรนะ
ไม่รู้เหมือนกัน
ห้องในชั้นเรียนทหารมั้ง (`ー´)
เอ้า เก่งก็เก่ง

ยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้เคยเกลียดประยุทธ์ เช่น เลื่อนการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ
หลอกเราไปเรื่อยๆ เหมือนเราเป็นเด็กอมมือ

ใช้พลังประชารัฐที่เป็นชื่อโครงการ แล้วก็บังเอิ้น มีพรรคชื่อพลังประชารัฐมาเป็นพรรคสนับสนุนให้เป็นนายก ( ̄x ̄;)
บังเอิ้น บังเอิน จริงนะ แม่ประไพ

เคยเกลียดทักษิณ อืมมม ก็ไม่ถึงขนาดเกลียดนะ แค่ไม่เห็นด้วย ตอนทักษิณ ยกป้าย เขียว แดง ให้คะแนนคำถามนักช่าว ดูถูกนักข่าว ถึงแม้ว่าคำถามบางคนจะไม่น่าถามก็เถอะ ก็ไม่น่าดูถูกกัน

แต่พอมาถึงเลเวลของ เอิ่ม ลุง (´・`)จะเรียกลุงดีมั้ยนะ เรียก ตู่ เฉยๆแล้วกัน
ตู่ จะทุ่มโพเดียมบ้าง จะปัดโถ่ใส่นักข่าว
จะบอกว่า ลองมาไล่กูดูสิ
จะขู่ว่า หรือจะเอากันอย่างเดิม ( Σ(꒪ȏ꒪) อย่างไหนคืออย่างเดิมก็ไม่รู้ บอกก็ไม่หมด พูดไม่รู้เรื่อง)

มากมาย สุดจะจารนัย
เกินเวลน้าทักกี้ไปหลายขุมหลายเท่า

ยัง ยังมีคนบอกว่า มันเป็นสไตล์
ก็แล้วแต่นะ ทางใครทางมัน

แต่ผมนี่ (เคย) เกลียดประยุทธ์

จนมาวันหนึ่ง สิ่งที่รู้อยู่แล้ว ก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
ว่า ตู่ ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่มันเน่าเหม็น เหม็นมาจากข้างใน
มีคำพูดคล้ายๆที่ตู่ใช้ หลุดออกจากปากคนระดับผู้นำอีกหลายคน
ทั้งๆที่เราก็น่าจะรู้ว่า คำพูดเหล่านั้น เหยียดเพศ เหยียดชั้น ดูแคลน และเข้าใจว่าตัวเองเป็นนาย ประชาชนเป็นบ่าว
แต่คนพวกนั้นก็ยังหยิบแพทเทิร์นที่น่าชังออกมาใช้กันเกร่อ
โฆษกรัฐบาล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
โฆษกพรรค
ข้าราชการ
มันสะท้อนถึง แนวคิดอำนาจนิยม ที่ฝังรากอยู่ในระบบสังคมและการเมืองของเรามาช้านาน

ผมเริ่มหันมาเกลียดระบบนี้ ระบบที่ข้าราชการอยู่บนหัวประชาชน
ระบบที่พูดออกมาได้เต็มปากว่า ประชาชนไม่สำคัญขนาดนั้น ทั้งๆที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ระบบที่คาดการณ์อยู่แล้วว่าจะต้องมีคนฆ่าตัวตายที่เกิดจากการปิดประเทศ แต่ดูเหมือนผู้นำเขาจะ พอ ยอม รับ ได้

ใช่ครับ ผมเคยเกลียดประยุทธ์
ผมหันมาเกลียดระบบ
ประยุทธ์นะเหรอ ผมไม่ได้เกลียดแล้วครับ
แต่โคตรเกลียดเลย

วันอังคาร, มีนาคม 28, 2560

บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ฤาจะซ้ำรอย กสทช

(บทความนี้เขียนในวันแรกของข่าว) หลายคนไม่ทราบจะทันดูข้อมูลข่าวการยัดไส้เนื้อหาของ สนช ในระหว่างการพิจารณาร่าง กม เกี่ยวกับปิโตรเลียมหรือไม่
ผมไม่ได้ข้อมูลละเอียดมากนัก แต่ จากหัวข้อข่าวที่ทาง หนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 28 มีนาคม 2560 ลงข้อมูลการให้สัมภาษณ์หม่อมอุ๋ยไว้ มีข้อคิดที่น่าสนใจว่า หน้าที่ของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ จะทำหน้าที่กำกับสัมปทานน้ำมันทั้งหมด แทนกระทรวงพลังงาน (แล้วจะมีกระทรวงไว้เพื่อ?) นัยว่าจะสามารถกำหนดการตัดสินใจเรื่องสัญญาและสัมปทานทั้งหมด
ฟังดูคล้ายๆอะไรครับ คล้ายๆ กสทช มั้ยเอ่ย ที่เข้ามากำกับการสื่อสารคมนาคมทุกอย่าง แล้วสร้างผลงานอะไรไว้บ้าง การประมูล 4G อันลือลั่นอย่างหนึ่งล่ะ การประมูลช่องทีวีดิจิตอลอีกอย่างล่ะ แล้วผลเป็นไงบ้าง ได้ชื่อว่าเป็นการประมูลคลื่นความถี่ที่แพงที่สุดที่หนึ่งในโลก ไม่แน่ใจอันดับแต่ร่ำลือไปทั่ว หนึ่งในผู้ประมูลไม่สามารถดำเนินการได้จริง ที่เหลือได้ประมูลก็หวานอมขมกลืน เพราะสุดท้ายคนที่ประมูลไม่ได้ก็ยังได้สิทธิดำเนินการต่อด้วยการคุ้มครองชั่วคราว มาเป็นคู่แข่งที่ดุเดือดแต่ไม่ต้องจ่ายต้นทุนเพิ่ม ผมไม่มีปัญหากับการแข่งขันนะ แต่ว่าเกมนี้ที่ถูกเซตไว้มันชุ่ยน่ะ และมีโอกาสสูงมากที่จะเข้าสู่จุดอับในอนาคต คนที่จ่ายเงินแล้วไม่ได้เปรียบ คนที่ไม่ได้จ่ายถูกคุ้มครอง แต่ถ้าหักดิบกับรายที่ไม่ได้จ่ายไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นลูกค้าที่ต้องถูกลอยแพ ตลาดผูกขาดในตอนท้ายที่จะผลักภาระจากการประมูลอันสูงลิ่วมายังผู้บริโภค ภูมิใจมากเหรอที่ได้เงินประมูลในราคาสูง เหรอ?
ยังมีผลงานด้านการโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน สามารถทำประวัติศาสตร์การประมูลช่องดิจิตอลที่น่าสนใจยิ่ง เพราะบางที่เขาไม่ได้จัดเป็นประมูลกัน เขาก็ขายใบอนุญาตกันในราคาที่แน่นอน และอาจจะใช้วิธีการทางข้อกำหนดอื่นๆเพื่อป้องกันการผูกขาด แต่สำหรับ กสทช นั้นเลือกการประมูล และก็มีหลายช่องที่ประมูลไปทั้งๆที่ไม่สามารถบริกหารจัดการได้จริง ซึ่งก็เข้าใจ เพราะมันอยู่ในธุรกิจ จะทิ้งไปก็ใช่ที่ ไม่รู้พวกเขาเหล่านั้นผิดเองมั้งที่โง่ประมูลในราคาสูงเอง ทั้งที่มันไม่สอดคล้องกับความเป็นไปได้ของธุรกิจ สุดท้ายมีหลายช่องที่ต้องหยุดกิจการเพราะมันไปไม่ไหวจริงๆ อีกหลายช่องผ่อนผันบ้าง จ่ายช้าบ้าง มันจะว่าเป็นความผิดของตัวเองก็ใช่นะ แต่ถามว่าคนดูได้อะไรบ้าง ทุกวันนี้เรามีกี่ช่องที่สามารถผลิตรายการมีคุณภาพได้จริงๆให้กับคนดู เอาละที่ว่าต่อให้สถานีโทรทัศน์รวยกว่านี้ รายได้มากกว่านี้ อาจจะไม่ผลิตรายการดีๆก็ได้ แต่ขอพักไว้ก่อน
เรื่องการออกข้อกำหนดก็ไม่รัดกุม จนทำให้ช่องหนึ่งออกอากาศทั้งในรูปแบบเดิมและแบบดิจิตอล จนเป็นเรื่องเป็นราวต้องไปตามล้างตามล่าบังคับให้เขาต้องทำตาม ทั้งๆที่ ทั้งๆที่ ตัวเองที่เขียนข้อกำหนดมีช่องโหว่เอง แต่ไม่คิดว่าจะต้องรับผิดชอบอะไรมันสักอย่าง แถมยังใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐจัดการเขาอีก(ขออภัย เหมือนเก็บกด)
แต่ประเด็นจริงๆ คือ กสทช มันมีไว้เพื่ออะไร มีไว้เพื่อให้รัฐ หรือที่จริงคือองค์กรที่ไม่ขึ้นตรงกับรัฐอย่างสมบูรณ์ (ก็เขาอิสระ) สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อหาเงินเข้ารัฐ(หรือเปล่า ข่าวว่ากระเป๋า กสทช นั้นต่างหากจากรัฐ) หรือว่า มันควรมีไว้กำกับดูแล เพื่อประชาชน
ประชาชน ที่จ่ายเงินให้รัฐ ไปจ่ายให้องค์กรอิสระอีกทีหนึ่ง (ก็อาจจะไม่ต้องการเงินของเราแล้วก็ได้ ก็เขาได้เงินประมูลไปมากขนาดนั้น)
แต่เอาเข้าจริง กสทช ก็ไม่ได้สนใจที่จะดูแลว่า ประชาชน สมควรได้รับอะไรจากการประมูลบ้าง นอกจากเฉลิมฉลองในการหารายได้เข้ารัฐ และทิ้งปัญหาเอาไว้ให้ภาคเอกชนแก้ไข ที่วันหนึ่งมันก็กระทบต่อประชาชน
สำหรับ บรรษัท น้ำมันแห่งชาติ ที่คิดจะตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กร ที่จะมา"ก่อน"กระทรวงอีกทีหนึ่ง เพียงเห็นแนวคิดก็ปรากฏเงาของ กสทช มาลางๆ คำถามแรกๆในหัวคือ แล้วใครจะมานั่งกำกับดูแล แล้วเขาจะ"นั่ง"อยู่ยาวนานอีกแค่ไหน ถ้าทำงานแล้วมันผิดพลาดซ้ำซากเช่นเดียวกับ กสทช ล่ะ ใครจะมาจัดการได้ ก็เห็นอยู่ว่า ชื่อของคนใน กสทช ที่สร้างผลงานอันบรรเจิดอยู่กันมายาวนานเท่าไหร่ ไม่ว่ารัฐบาลในอนาคตที่(อาจจะ)มาจากการเลือกตั้งจะอยู่หรือไปก็ตาม "คน"ที่จะอยู่ในบรรษัทที่ว่าคุณว่าเขาจะอยู่หรือไปล่ะ ผมว่าน่าสงสัยนะ
แล้วสุดท้ายเราก็อาจจะทำอะไรไม่ได้เหมือนอย่างที่เป็นมา ต้องรับผลที่ตามมาในขณะที่ได้แต่นั่งดูเขาเล่นเกมกันไป
ถ้าหากค้านตอนนี้ก็จะมีคนถามว่า รายละเอียดยังไม่กำหนดเลยจะค้านอะไร ตีตนไปก่อนไข้หรือเปล่าก็อาจจะจริงนะ แต่ตอนที่เขาจะจบรายละเอียดกันเขาก็จะไม่ได้มาถามความเห็นพวกเราหรอก อย่าลืมล่ะ!

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 20, 2559

ถิ่นกาขาว

เวลาผ่านไปนับแต่วันที่มีการยึดอำนาจ ก็นับมาปีที่สามแล้ว
ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่เริ่มเปลี่ยนแปลงความคิด จากที่เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติรัฐประหาร เคยออกไปไชโยโห่ร้องกับผลงานของ รสช ที่ขับผู้คนที่ตนเกลียดชังออกไป ตอนนี้หลายคน(ไม่ใช่ทุกคน)เริ่มมีอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ครั้นจะออกอาการไม่เห็นด้วยรุนแรงก็ใช่ที่ ครั้นจะออกมาสนับสนุนต่อก็รู้สึกให้กระอักกระอ่วน
ว่ากันตามจริงเขาก็ไม่ต้องการคุณไปสนับสนุนเขาอีกต่อไปแล้วละครับ คือว่าง่ายๆตอนนี้คุณอยู่ในกำมือเขาแล้ว จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด วาทะ ผมคือกฎหมาย มันก็แสดงให้เห็นความหมายที่แท้จริงของคณะนี้อยู่แล้ว
ดูได้จากทั้งเบอร์หนึ่งเบอร์สองที่แสดงความเห็นสอดคล้องต่อกันตลอด

แม้ว่าเป็นกา แต่เมื่อเห็นว่ามีสีขนขาวสะอาด จึงทำให้คนเห็นว่าเป็นหงส์
ตอนนี้คนที่คุณเคยเห็นว่าเขาเป็นหงส์ เราก็เริ่มจะรู้ว่าเขาทาสีขาวชะโลมพอกตัวมา แต่ว่าไม่ทันการณ์เสียแล้ว หวังได้เพียงว่า วันหนึ่งสายฝนจะชะล้างเอาสีที่พอกไว้ออกไป เมื่อปลายขนเปลี่ยนสี ได้แต่หวังว่าคนคงจะเห็นกันเสียที ว่าที่นำเราอยู่นี้ไม่ใช่หงส์ แต่เป็นกา

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 19, 2559

ปัญหามันอยู่ตรงไหน

ตอนนี้เรื่องฮอทสุดฮิตคือ เรื่องพระล็อคคอตำรวจ พระปลอม ไพล่ไปจนพระตุ๊ด
แต่ว่าอย่าได้เพ่อไปหลงกับเรื่องนี้ให้มากนัก
ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ แต่แค่ว่าเรื่องที่สำคัญยิ่งยวดกว่านั้น คือ เรื่องรัฐธรรมนูญ
คอบจับตาให้ดี ช่วงนี้เผลอไผลไปสักครู่ ที่ร่างไว้อาจจะเปลี่ยน เปลี่ยนไปไกลกว่าเก่า
ผมอยากจะเปรียบความหนักหน่วงของเรื่องนี้
เรื่องพระ เหมือนกับ ครูเลขกับภาษาไทยทะเลาะกัน
แต่รัฐธรรมนูญ เปรียบกับ การออกกฏให้นักเรียนทุกคนเปลี่ยนยูนิฟอร์ม จากเดิมชุดนักเรียน เปลี่ยนเป็นชุดไพรเวจ อะไรก็ได้
คือเรื่องแรกมันมีผลกระทบกับนักเรียนหลายคนเหมือนกัน และอาจทำความรำคาญใจในวงกว้าง จนถึงสร้างความสะใจในหมู่คนดู
แต่การเปลี่ยนยูนิฟอร์ม จะมีผลกระทบเป็นวงกว้างไปยังทุกๆคน ตั้งแต่นักเรียนยันครู
เริ่มตั้งแต่เด็กยากจนจะทำอย่างไร เด็กที่มั่งมีแต่งตัวสวยๆ แต่เด็กยากจนไม่มีจะใส่ ถ้าเค้าเลือกใส่ชุดนักเรียนต่อแล้วมันจะยังไง สำหรับเด็กที่มีจะแต่งตัวมาแข่งขันกันหรือไม่ แล้วมันจะไปไกลถึงแค่ไหน จะนุ่งสั้นนุ่งเว้าได้ม้ย รปภ จะทำอย่างไรถึงจะแยกแยะนักเรียนของตัวกับคนนอก คุณครูจะต้องแต่งตัวให้ดีขึ้นมั้ย หรือถ้าไม่จะมีผลกระทบอะไรกับการวอน แล้วเด็กผู้หญิงจะแต่งหน้าได้มั้ย
โอ้ย อีกร้อยแปด
ผมไม่ได้บอกว่าการแต่งชุดนักเรียนมันดีกว่าชุดไพรเวจนะครับ มันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แต่ผมหมายถึงผลกระทบน่ะ มันยิ่งใหญ่ยุ่งขิงยิ่งกว่าใครจะเป็นสังฆราชา
เรากำลังพูดถึงอนาคตของลูกหลานเรา
คือ ไม่ว่าคุณจะคิดอย่างผมหรือไม่ มี่ไม่ต้องการรับร่างรัฐธรรมนูญนี้
แต่ ไม่ว่าคุณจะใส่ใจหรือไม่ใส่ใจมัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้ามันผ่านไปบังคับใช้ได้มันจะมีผลกระทบต่อลูกคุณอย่างมหาศาล
ตอนนี้เรายังอยู่กับจุดที่ว่า ในร่างฉบับนี้ จะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังจะสืบทอด ความเป็นคนดีให้แก่กันไปได้ตลอดไป
ผมอาจจะเป็นคนขี้ระแวงสักหน่อย แต่ว่า ถ้าลูกคุณไม่ได้ถูกนับอยู่ในกลุ่มคนดีนั่น เค้าจะไม่มีวันมีสิทธิมีเสียงอย่างแท้จริง
ถ้าหากวันใดลูกคุณมีปัญหา แล้วขอร้องให้คนกลุ่มนี้แก่ปัญหา แล้วพวกเขาช่วยแก้ปัญหา นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาเป็นคนดี กรุณาแก้ปัญหาให้ลูกคุณ ไม่ใช่เพราะเขามีหน้าที่ ต้อง แก้ปัญหาให้ลูกคุณ
คือผมไม่เถึยงนะ ว่าความดีและจริยธรรมมันสำคัญ
แต่มันก็เป็นไปได้มากว่า พวกเขาซึ่งเป็นคนดี จะให้ระดับความช่วยเหลือ ตามมาตราฐานความดีของลูกคุณที่พวดเขาเป็นฝ่ายประเมิน ก็ในเมื่อเขายึดหลักความดีที่เกิดจากการกระทำ นับกรรมดีกรรมชั่วเป็นสำคัญในการนับพวกพ้องแลการประเมินตัดสินต่างๆนาๆ
คุณจะหวังให้พวกเขามีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อลูกคุณในฐานะอันเท่าเทียมกันในพลเมืองคนหนึ่ง ได้หรือ
หรือได้แค่หวังว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อลูกคุณในฐานของความกรุณาเพราะเห็นว่าลูกคุณเป็นคนดีในมาตราฐานของพวกเขา
ขอให้ลูกคุณโชคดี

วันอังคาร, ธันวาคม 10, 2556

ประชาธิปไตยที่แท้เป็นของใคร

คุณคิดเห็นอย่างไรครับ กับการเมืองในตอนนี้
คุณอยู่ข้างไหนครับ กับการเมืองในตอนนี้
คุณไม่รู้หรือครับว่า อีกข้างมันชั่วช้าเลวทรามขนาดไหน
เอ...คุณไม่เคยดูคลิปเหรอครับว่าเขาพูดอย่างไรกันไว้บ้าง
แล้วคุณไม่คิดบ้างหรือครับว่า ข้างที่คุณเลือกนั้นน่ะเขาคิดจะทำอะไรที่ไม่ดีไม่ดีอยู่
เอ่อ ที่จริงมันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดหรอกนะครับ มันก็เห็นชัดเจนดีอยู่
ลองมองในมุมนี้ดูสิครับว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้มันจะเกิดอะไรขึ้น

เห็นพัฒนาการในการสนทนามั้ยครับ
ใครก็ตามที่ตกเข้าไปในวงพูดคุยเรื่องการเมืองในห้วงเวลานี้ แล้วบังเอิ๊ญบังเอิญว่า คุณกะคู่สนทนาคุยกันไปแบบอะไลเม้นมันขัดแย้งกัน
ปรากฏการณ์โน้มน้าวจะเกิดขึ้นในทันที เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะหันมาคิดแบบเดียวกับตัวเอง จนถึงขั้นที่ว่าหากไม่คิดแบบเดียวกันขึ้นมาอาจจะแตกหักกันได้

อืม ตกลงว่าคุณ(มึง)จะไม่ทำอะไรเลย จะอยู่เฉยๆว่างั้น
ถ้าไม่ออกไปแสดงพลังแล้วมึง เอ๊ย คุณ จะบอกลูกหลานว่าไง
ขืนปล่อยไว้่อย่างนี้ประเทศชาติชิบมิสซิ่งแน่นอน คุณ เอ๊ย มึง เอ๊ย คุณจะนั่งดูมันชิบหายไปต่อหน้าต่อตาเหรอ
เพราะมีคนอย่างคุณ เอ๊ย มึง มากๆนี่แหละ พวกมันถึงได้ทำตามอำเภอใจ
ไอ้เหี้ย.....มันเลวแค่ไหน คุณ เอ๊ย มึงยังเข้าข้างอยู่ได้

สนทนาการมันจะเดเวล๊อปเม้นขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ โดยที่ถ้าลองทำใจเป็นกลางๆ บทพูดนี้อาจเป็นได้ทั้งของคนเสื้อฟ้า เหลือง แดง ม่วง ชมพู แสด ได้ทั้งนั้น
ทำไมความคิดเราต้องเป็นใหญ่กว่าความคิดของอีกคนหนึ่ง
ทำไมคนที่ไปนอนในราชมังคลา หรือ เดินเป่านกหวีดตามท้องถนน ถึงได้หลงไปว่าตัวจะรู้ดีหรือยิ่งใหญ่ เท่ สมาร์ท เพื่อชาติ ไปกว่าคนที่อดทนดูเหตุการณ์อยู่ที่บ้าน
ทำไมคนที่อดทนอยู่ที่บ้านถึงได้บอกว่าเมื่อไหร่มันจะเลิกกันเสียที

นี่เพราะเรายังไม่ได้ยืนอย่างมั่นคงอยู่กับคำว่า ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

ถ้าคุณเป็นประชาธิปไตย คุณก็จะเคารพในความคิดของคนอื่น เพราะในเมื่อคุณยังอยากมีความคิดเป็นอิสระ ใยต้องไปพันธนาการความคิดคนอื่น
ถ้าคุณเป็นประชาธิปไตย คุณก็จะเคารพในความเห็นของคนส่วนมาก โดยที่ไม่ได้ดูแคลนความคิดของพวกเขาว่าต่ำชั้นกว่า ในขณะเดียวกันกู็ูไม่จำเป็นต้องคล้อยตาม หรือเห็นว่าตนเองด้อยกว่า ดังนั้นคุณก็จะพยายามให้คนอื่นได้เห็นความคิดของคุณ แต่ถ้าคุณพยายามแล้วเขาไม่คิดอย่างคุณ คุณก็รู้ว่าคุณได้ทำดีที่สุดแล้ว โดยไม่พักต้องสร้างมาตราฐานความดีงามเพื่อกดให้คนที่เห็นต่างกลายเป็นคนที่ด้อยคุณธรรมกว่าคุณ
ถ้าคุณเป็นประชาธิปไตยคุณจะยินดีที่เห็นฝ่ายตรงข้ามแสดงพลัง โดยไม่ไปเกลียดชังว่าพวกมันจะรวมตัวเป่านกหวีดหาพระแสงอะไร เพราะเมื่อคุณยังอยากแสดงพลังได้โดยเสรีและปลอดภัย คุณก็ย่อมจะยินดีต่อเสรีภาพในการแสดงพลังของอีกฝ่ายเช่นกัน เพราะในยามที่คุณเป็นฝ่ายชนะ คุณจะสามารถพูดได้ว่า คุณได้ให้โอกาสอีกฝ่ายอย่างเต็มที่แล้ว ในยามที่คุณเป็นฝ่ายแพ้ คุณก็จะได้ยินดีที่มีโอกาสเรียกร้องผลักดันและชักชวนอย่างเต็มกำลัง
ถ้าคุณเป็นประชาธิปไตย คุณจะไม่เรียกร้องให้ใครคนใดคนหนึ่ง ยกเลิก งด ออกไป จากการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพราะคุณจะรู้ว่า ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่ของคุณ และไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือไม่ใช่ของคนหลายๆคนที่จะบอกว่า ใครหนึ่งคนนั้นไม่มีสิทธิทางการเมือง ตราบเท่าที่เขายังไม่ถูกตัดสินให้ขาดจากสิทธินั้นเนื่องจากการกระทำที่ขัดต่อกฏเกณฑ์ที่วางไว้ร่ามกันอย่างยุติธรรม
ถ้าคุณเป็นประชาธิปไตย คุณจะอดทนเพียงพอที่จะอยู่ร่วมกับคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณในบ้านเดียวกัน ในที่ทำงานเดียวกัน ในหมู่บ้านเดียวกัน ในจังหวัดเดียวกัน หรือในประเทศเดียวกัน เพราะคุณทราบว่าคุณเองก็ปรารถนาที่จะคงความคิดของคุณในขณะที่ยังอาศัยอยู่ในร่มชายคาเดียวกันเฉกเช่นกัน

ถ้าเมื่อไหร่คุณเริ่มสร้างมาตราฐานความดีงาม ที่บอกว่า สิ่งนี้ดีกว่าสิ่งนั้น ยกตัวเองให้สูงขึ้นและกดคนอื่นให้ต่ำลง คุณก็ได้เริ่มออกนอกแนวทางแห่งการเคารพในสิทธิของผู้อื่น และแน่นอนว่า เมื่อคุณเริ่มไม่เคารพในสิทธิของผู่้อื่น ความเข้าใจในสิทธิของตัวเองก็จะผิดเพื้ยนไปติดตามกัน

วันพฤหัสบดี, เมษายน 05, 2555

คุกคามสื่อ สื่อคุกคาม จากแฝดถึงจ.เจตน์ จากอาจารย์วรเจตน์ถึงกนก

เรื่องราวเป็นเรื่องราวใหญ่โตของคนเล็กในสังคมไทย ปรากฏเป็นข่าวหน้าหนึ่งในเร็วๆนี้ มีสองเรื่อง เรื่องอาจารย์วรเจตน์ถูกพี่น้องฝาแฝดบุกเข้าทำร้ายถึงธรรมศาสตร์ อีกเรื่องหนึ่งคือจ.เจตน์และพวกเข้าพบคุณกนก วงรัตน์ที่ อสมท.
เรื่องแรกถูกพูดถึงพัวพันเข้ากับเรื่องที่สอง เพราะ จ.เจตน์กล่าวหาว่าคุณกนกเป็นสื่อส่วนหนึ่งที่ทำการยั่วยุให้มีความเกลียดชังกันในสังคม โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 112 ทำให้เป็นเหตุให้อาจารย์วรเจตน์ถูกคนต่อย เพราะว่าถูกbuildให้ของขึ้นโดยคุณกนกเป็นส่วนหนึ่งที่buildกับเขาด้วย
แนะนำว่าไปหาดูใน youtube นะครับ เพราะน่าสนใจมากทีเดียวกับการสนทนาในครั้งนั้น
สรุปพอได้ว่า คณะจ.เจตน์ (ต้องบอกว่าเป็นคณะนะครับเพราะว่าไปกัน 7คนเห็นจะได้ นับไม่ละเอียดนะ) ไปกล่าวหาคุณกนกด้วยความรู้สึก ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ในขณะที่คุณกนกยืนยันว่าหลังเลือกตั้ง แพ้ชนะ ปรากฏ เขาไม่เคยแสดงอาการเข้าข้างหรือฝักใฝ่ฝ่ายใดเหมือนก่อนการเลือกตั้ง
สอบกันไปมา สาเหตุมาจาก เฟซบุ๊ค ของคุณกนกที่หนังสือพิมพ์นำไปเล่นข่าวแล้วทำให้ผู้คนเข้าใจเนื้อหาที่คุณกนกสื่อออกมารุนแรงขึ้น ซึ่งคุณกนกก็ยอมรับว่า ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะว่าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จริงๆ จึงให้ความเห็นว่า พ่อแม่ของกลุ่มคนนี้ไม่เคยเล่าให้ฟังหรือว่าในหลวงทรงมีพระราชกรณียกิจเพื่อคนไทยมามากมายเพียงไหน เป็นที่มาของการสรุปในหน้าข่าวว่า พ่อแม่ไม่สั่งสอน เหล่าคนที่มาก็เลยเริ่มทำความเช้าใจกับความเห็นและคำพูดจริงๆของคุณกนกบ้าง
แต่สุดท้ายคณะจ.เจตน์ ก็ยังติดใจอยู่ว่าคุณกนกเป็นสื่อกระแสหลัก ทำไมเลือกข้างให้เห็น ยิ่งเป็นช่องฟรีทีวียิ่งมีความสามารถในการโน้มน้าวจิตใจคน จะไม่อยู่ในหน้าจอก็แล้วแต่ แค่เฟซบุ๊คก็ชี้นำคนได้แล้ว
การพูดคุยกันมีอารมณ์ของผู้พูดปรากฏให้เห็นเป็นระยะ แต่ไม่มีความรุนแรงให้เห็น ตอนท้ายยังมีการจับไม้จับมือถ่ายรูปกัน
แต่ว่าเรื่องนี้น่าสนใจ ประเด็นที่น่าสนใจมีทั้งสองฝ่าย
จ.เจตน์และกลุ่มเสื้อแดง มีความต้องการอะไรจึงไปพบไปแสดงความคับข้องใจต่อคุณกนก พวกเขาต้องการให้คุณกนกที่เป็นสื่อเสนอข่าวไม่เลือกเข้าข้างอย่างชัดเจน ไม่อยากให้คุณกนกยิ้มมุมปาก มีอาการเยาะหยัน หรือมีเสียงถอนหายใจเมื่อไม่ชอบใจ
นี่ใช่การคุกคามสื่อใช่หรือไม่
หลายคนบอกว่าใช่ แต่ผมว่าไม่ใช่ นี่ไม่ใช่การคุกคามสื่อ แต่เป็นการคุกคามเสรีภาพของคุณกนก ถามว่าในตำแหน่งที่สามารถพูดต่อคนไทยทั้งประเทศได้ ในฐานะคุณกนกที่มีรายการผ่านช่อง9อสมท มีความสามารถในการโน้มน้าวผู้คนได้มั้ย มันก็ได้ ต้องยอมรับ
แต่อย่าลืมนะว่า คนทั่วไปไม่ใช่ใครจะจูงจมูกง่ายๆ ไม่ใช่ใครไหนอื่น พวกท่านเสื้อแดงก็ไม่ใช่ว่าจะเชื่อคุณกนกนี่นา ไม่เช่นนั้นคงไม่มาหาถึงอสมท.
ที่สำคัญ รายการของคุณกนกไม่ใช่รายการข่าว แต่เป็นรายการเล่าข่าวจนถึงวิเคราะห์ข่าว ดังนั้นคุณกนกเป็นสื่อน่ะใช่ แต่ไม่ใช่ผู้สื่อข่าว คุณกนกเป็นนักจัดรายการ เหมือนที่คุณจ.เจตน์เป็น อย่างนั้นแล้วจึงเป็นสิทธิของคุณกนก ที่จะทอดถอนใจ ยิ้มหัว และเหน็บแนม ตราบเท่าที่มันไม่ลุกลามไปจนถึงการหมิ่นประมาท เพราะถ้ามันเป็นการหมิ่นประมาทเมื่อไหร่มีสิทธิถูกฟ้องได้ครับ การเป็นสื่อไม่ได้คุ้มกะลาหัวได้ทุกเรื่อง
ถ้าคุณจ.เจตน์ทำได้ คุณกนกก็ต้องทำได้ครับ ไม่สำคัญว่าอยู่ในกระแสหลักกระแสรองอะไร แต่มันเป็นสิทธิเสรีภาพ ถ้าคนเสื้อแดงทำได้ คนไม่ใช่เสื้อแดงก็ต้องทำได้ คุณกนกต้องทำได้
คณะจ.เจตน์มาผิดประเด็นไป ถ้ามาเพื่อแสดงความน้อยใจที่คุณกนกไม่เข้าใจพวกตน ผมว่าอันนี้ทำได้ ถ้ามาเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับความคิดบางเรื่องของคุณกนก อันนี้ทำได้ แต่ถ้ามาห้ามคุณกนกแสดงออกอันนี้ล้ำเส้นครับ
แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน
ปัญหามันอยู่ที่ อสมท. ครับ มันอยู่ที่คณะ ฉ น ย +13 +18 ทั้งหลายครับ
ให้เรตติ้งรายการทุกเรื่อง ลืมให้เรตติ้งรายการนี้ไป
เพราะนี่มันไม่ใช่รายการข่าว มันเป็นรายการวาไรตี้ที่มีข่าวเป็นtheme
และนี้มันไม่ใช่รายการที่เหมาะกับคนดูทั่วไป จึงต้องให้เรตติ้ง ผมให้ประมาณ เยาวชนต้องได้รับการแนะนำจากผู้ปกครอง หรือต่ำกว่า13 ห้ามดู เท่ากับซิทคอม”เป็นต่อ”เลยครับ
และ อสมท. เองครับ ที่ไม่บอกคนดูว่านี่ไม่ใช่รายการข่าว
เฉกเช่นกับหนังสือพิมพ์ที่เอาคุณกนกไปขาย ที่เป็นประเด็นที่ผมพูดถึงมานานแล้วว่า ในหน้าหนึ่งที่เป็นข่าว กลับใส่ความคิดเห็นเข้าไปทำให้คนสับสนกับข้อมูลและความเห็น แล้วในที่สุดวันนี้คนที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้คนสับสนกับข้อมูลและความเห็น ได้ตกกลายเป็นเหยื่อของคนประเภทเดียวกันไปแล้ว ขำไม่ออกละทีนี้
ถ้าผมเป็นคุณกนก ผมจะฟ้องหนังสือพิมพ์ แต่คุณกนกคงไม่ทำเพราะว่าเป็นคนแวดวงเดียวกัน
ในทางกลับกันผมว่าสื่อน่ะแหละ ที่คุกคามสังคม
สื่อไม่ยอมจัดระเบียบตัวเองให้ชัดเจน ใครเป็นสื่อใครเป็นนักข่าวใครเป็นนักจัดรายการ ไม่ทำให้มันชัด เสียดายจริงๆที่คุณวิสุทธิ์ คมวัชระพงศ์ นายกสมาคมนักข่าวไม่ฉวยโอกาสนี้ชี้แจงให้ประชาชนรับทราบและเข้าใจ กลับให้สัมภาษณ์หลบเลี่ยงประเด็นไป(ในความเห็นของผม) ลองคิดดูให้ดีๆ เทียบกันให้ชัดเจน รายการข่าวข้นคนข่าว ไม่ใช่รายการข่าว แต่รายการข่าวสามมิตินั่นแหละที่เป็นข่าวเพราะเนื้อหามันคือข่าวไม่ใช่ความเห็น รายการเรื่องเล่าเข้านี้ก็ไม่ใช่รายการข่าว ก็คุณสรยุทธก็บอกแต่แรกแล้วว่ามันเป็นเรื่องเล่า
สื่อไม่ทำให้ชัดเจนว่าหน้าหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งเป็นหน้าข้อมูล ส่วนหน้าสองหน้าสามถ้ามีใครเขียนแสดงความเห็นก็เป็นคอลัมน์หนึ่งไม่ใช่ข่าว ไปเปิดดุเถิดครับ ถ้าตัดความเห็นออกพื้นที่ข่าวมีนิดเดียว
สื่อไม่ยอมทำตัวเป็นผู้ให้ข้อมูล ทำตัวเป็นผู้ขอข้อมูลอยู่ตลอดเวลา แทนที่จะสร้างสังคมอุดมปัญญาโดยเริ่มชี้นิ้วที่ตัวเองก่อนว่าเป็นผู้ที่สมควรต้องรับผิดชอบ แต่กลับชี้นิ้วใส่คนอื่นตลอดว่าประชาชนส่วนใหญ่ขาดการศึกษาเชื่อเรื่องงมงายและเชื่อคนง่าย สามารถซื้อได้ด้วยเงิน แต่ตัวเองเอากล้วยออกลูกมาอยู่หน้าหนึ่ง ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
ส่วนคณะของจ.เจตน์ได้ทำอะไรลงไปบ้าง นอกจากหนึ่งในนั้นคือการนำสิ่งที่ถูกกระทำไปทำกับคนอื่น ในขณะที่เรียกร้องความสามารถในการแสดงออกทางความคิด กลับคิดไปปิดกั้นการแสดงออกทางความคิดของผู้อื่น แถมยังขีดขอบเขตให้บุคคลคนหนึ่งแสดงความเป็นข้างใดข้างหนึ่งอย่างเปิดเผย ทั้งๆที่เขาอาจไม่ได้เป็นข้างนั้นทั้ง100เปอร์เซ็นต์
ถ้าหากทำอย่างนั้น แม้ได้ลงมือต่อยก็เหมือนได้ต่อยอย่างฝาแฝดที่ต่อยอาจารย์วรเจตน์ เพราะไม่ได้เดินทางไปเพื่อสะสางทางความคิด แต่เดินทางไปเพื่อขับถ่ายของเสียทางอารมณ์ออกไป ซึ่งมีผลลัพธ์เท่ากันทางจิตใจ เพียงแต่ไมได้ใช้ความรุนแรงเท่านั้น
การแสดงตนของคนเสื้อแดงเองไม่ได้ใช้เหตุและผลเต็มที่ ถึงแม้จะน่ายกย่องในแง่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางกายภาพ แต่ความรุนแรงในเนื้อหานั้นมีอยู่อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
เพราะอะไร หนึ่งเพราะคนเสื้อแดงด้วยกันอาจมีความรู้สึกสะใจ นิยมยินดี ยกย่องชมเชยมากมาย คนเสื้อเหลืองก็ยังคงเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้ามไม่เสื่อมคลาย ย่อมมีการด่าทอเป็นธรรมดา แต่คนที่อยู่ระหว่างคนสิบห้าล้านคน กับสิบเอ็ดล้านคนนั้น พวกเขายินดีด้วยหรือ
ไม่มีทาง ไม่มีทางที่พวกเขาผู้อยู่ตรงกลางจะนิยมยินดีในการกระทำนี้ ยิ่งเจตน์จำนงของกลุ่มจ.เจตน์โดยภาพรวม คือการได้รับคำขอโทษจากคุณกนกแล้ว ยิ่งไม่ได้สร้างการยอมรับในทางความคิดให้เกิดขึ้น
โดยสรุปเป็นการเคลื่อนไหวโดยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง หากประชาธิปไตยต้องพึ่งพากำลังพวกเขาเป็นสำคัญแล้ว นี่ย่อมเป็นการเคลื่อนไหวที่ขาดคุณภาพอันหนึ่ง
สมควรอย่างยิ่งที่จะทบทวนทั้งผลลัพธ์และวิธีการ เพื่อให้การเคลื่อนไหวในครั้งต่อๆไป เปี่ยมด้วยคุณภาพและข้อมูล ไม่ประเมินคู่ตรงข้ามต่ำเกินไป
ในทางตรงกันข้ามต้องชื่นชมคุณกนก ผู้สนทนากับคนสามถึงหกคนโดยไม่หลงประเด็น แม้กรอบความรอบรู้และกรอบความคิดของคุณกนกไม่ได้เปิดกว้าง เพราะคุณกนกก็ยอมรับเองว่าไม่ได้ศึกษาข้อเสนอของนิติราษฎร์โดยละเอียด แต่ความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์นั้นยอดเยี่ยม ทั้งน้ำเสียงและภาษากาย ไม่น่าแปลกใจที่คุณกนกเป็นลีดเดอร์ในการนำเสนอข่าวของฝ่ายเนชั่นมาตลอด
สุดท้าย เราได้อะไรจากการสนทนาครั้งนี้ อย่างแรกสุดคือการปรองดองยังไม่เกิด และไม่น่าเกิด จนถึงไม่ควรจะเกิด แต่เราต้องมองเห็นให้ชัดเจนว่า การพูดคุยกันเช่นนี้ แม้ไม่ใช่การพูดคุยกันที่ดีที่สุด หรือสมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งที่น่าชมเชย
ลองนึกภาพว่า ถ้าวันนั้น สองฝาแฝด ลงมาจากหลังมอเตอร์ไซค์ แล้วถามว่า อาจารย์เสนอให้แก้มาตรา 112 ทำไม พวกผมไม่เห็นด้วย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนาที่ยาวนาน ที่อาจจะจบลงด้วยการไม่เห็นด้วยเช่นเดิม แต่ก็เริ่มเข้าใจในจุดยืนของคู่ตรงข้าม การทำร้ายกันอาจจะไม่เกิด ภาวะไม่ปรองดองแต่เข้าใจอาจเริ่มต้นขึ้น
น่าเสียดายที่เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น
ถ้าผู้ใหญ่ใช้โวหารมากกว่าใช้ข้อเท็จจริงและเหตุผล
เด็กๆย่อมใช้กำลังมากกว่าใช้ข้อเท็จจริงและเหตุผลเฉกเช่นเดียวกัน
ถ้าจะฝากใครสักคน คนคนนั้น ย่อมเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร